Lifestyle

Travel in Style
Summery Bliss Magical Moments

 PHOTOGRAPHY : COURTESY OF BRANDS  ได้เวลาเผยผิวรับความสดชื่นของหน้าร้อน ด้วยแฟชั่นมิกซ์แอนด์แมทช์ แนวเอิร์ธโทนสบายตา ที่พร้อมจะทำให้ทุกการผจญภัย เต็มไปด้วยเอเนอร์จี  นาฬิกาข้อมือ จาก Omega ต่างหู จาก Burberry  แว่นตา จาก Chanel  เคสโทรศัพท์ จาก Chanel  รองเท้า จาก Gucci  หมวก จาก Prada  กระเป๋าหนัง จาก Burberry  จัมพ์สูท จาก  Burberry  SUMMERY BLISS MAGICAL MOMENTS นาฬิกาข้อมือ จาก Jaeger-Lecoultre  เครื่องประดับ จาก Balenciaga  แว่นตา จาก Bottegaveneta  กางเกงขายาว จาก Gucci  กระเป๋าสะพาย จาก  Bottegaveneta  เคสแอร์พอร์ต จาก Prada  เสื้อโปโล จาก Gucci  รองเท้า จาก Burberry 
Editor
9 March 2021
Lifestyle

Lifestyle:
การมาของ Dispo คือ The New Instagram หรือ The Anti-Instagram กันแน่

Dispo แอปใหม่ที่กำลังมาแรงทั้งในแวดวงหนุ่มสาวเจนเนอเรชัน Z และวงการ Tech ในตอนนี้ เป็นผลงานของ David Dobrik ยูทูบเบอร์ เจ้าของช่อง The Vlog Squad ในฐานะครีเอเตอร์เขาต้องการนำประสบการณ์ในยุคของการถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มกลับมาอีกครั้ง 10 ปีที่ผ่านมา Instagram ครองตลาด Photo App มาตลอดโดยไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมาโค่นตำแหน่งแชมป์ไปได้เลย แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักวิจารณ์เห็นแวว Dispo แอปที่มีคนดาวน์โหลดอย่างท้วมท้นเป็นอันดับที่ 4 ของ App Store ด้วยคอนเซ็ปต์ง่ายๆ แต่ไม่เหมือนใครในชั่วโมงนี้นั่นเพราะ Dispo ไม่จำเป็นต้องแต่งรูปใดๆ ไม่มีฟิลเตอร์ ไม่มีสติ๊กเกอร์ ใส่ตัวหนังสือก็ไม่ได้ และที่สำคัญเราจะไม่สามารถเห็นรูปที่ถ่ายไว้จนกว่า Dispo จะ “ล้าง” รูปเสร็จตอน 9 โมงเช้าของวันถัดไป จุดประสงค์ของครีเอเตอร์ในการที่ไม่ให้เราได้แต่งรูปก็เพื่อที่จะให้เราได้สนุกสนานไปกับโมเมนต์นั้นๆ อย่างเต็มที่ ไม่ต้องมัวพะวงวุ่นวายอยู่กับการแต่งรูป หลายคนก็เลยบอกว่า Dispo เป็นแอปที่แอนตี้ Instagram เพราะ Instagram ทำให้ทุกคนกลายเป็นตากล้องทั่วๆ ไป แต่ Dispo ทำให้เราเป็นตากล้องที่มีจุดมุ่งหมาย รูปของ Dispo จะออกมาได้ฟีลเรโทรที่มีความ Raw และความ Real David Dobrik บอกว่า เขาชอบบรรยากาศเวลาไปปาร์ตี้ตามบ้านเพื่อน แล้วในงานมักมีกล้อง Disposable แบบใช้แล้วทิ้ง กระจายไว้หลายๆ จุด พอทุกคนถ่ายรูปแล้วก็เฮฮากับปาร์ตี้ต่อ ไม่มีใครเสียเวลาเช็กรูปแล้วถ่ายใหม่ หรือนั่งแต่งรูปต่อจนกว่าจะได้รูปที่ตัวเองสวยหล่อถูกใจ รุ่งขึ้นหลังปาร์ตี้เลิกค่อยมาดูรูปสนุกๆ ที่อัดออกมา เซเลบอย่าง Gigi Hadid และ Cindy Bruna ก็มีความคิดในแนวเดียวกันนี้ โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่อย่าง Gigi Hadid เจ้าของ @gisposable บน Instagram ที่รวมรูปถ่ายจากกล้อง Disposable ของเธอเอาไว้ล้วนๆ เลยเป็นไอเดียที่ Power ชอบอยู่นะ เพราะเคยไปดูคอนเสิร์ตกับเพื่อน ที่ยกมือถือถ่ายรูปอยู่นั่น จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาเลือกรูปแต่งรูปเพื่ออัปโหลดขึ้นโซเชียล ซึ่งบางทีคนเราก็สรรหาความสมบูรณ์แบบให้ภาพบนพื้นที่โซเชียลของเรามากเกินไป จนลืมความสนุกที่อยู่ตรงหน้าเราไปอย่างน่าเสียดาย Dispo อาจจะทำให้เราหงุดหงิดอยู่บ้างตรงที่ต้องรอคนมาเชิญเราเข้าแอป ซึ่งพักหลังๆ มานี้ มีแอปที่ออกมาแบบ Invite Only กันเยอะมาก รวมทั้ง Audio App ที่กำลังฮิตอยู่ในตอนนี้อย่าง Clubhouse ด้วย เดิมที Dispo ก็ไม่ได้จำเป็นต้องมี Invite หรอกนะ แต่หลังจากที่ David Dobrik ออก Beta Version มาให้ทดลองฟีเจอร์ใหม่ ให้เราแชร์รูปใน Camera Rolls ได้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางแอปก็มีการกำหนดให้ต้องมีการ Invite ก่อน ถึงจะเข้าไปใช้แอปได้ Dispo มีแววจะไปได้ไกลอยู่ไม่น้อย เพราะได้เงินสนับสนุนจาก Alexis Ohanian ผู้ก่อตั้ง Reddit รวมทั้ง Venture Capital Firm ชื่อดังหลายบริษัท ไปจนถึงศิลปินอย่าง…
Editor
9 March 2021
Lifestyle

Lifestyle:
จากเรื่องจริงของพลังหญิงที่ขับเคลื่อนสังคม
สู่ภาพยนตร์ที่ครองหัวใจคนทั่วโลก

"วันเพื่อจัดกิจกรรมรณรงค์ถึงความไม่เท่าเทียมของผู้หญิง" จากจุดเริ่มต้นของการลุกฮือของกรรมกรหญิงโรงงานทอผ้า ในสหรัฐอเมริกา ที่มาจากการถูกกดขี่ข่มเหง ใช้แรงงานเยี่ยงทาส จนนำไปสู่การเรียกร้องสิทธิ์ของเหล่ากรรมกรสตรีในโรงงานให้ได้รับความทัดเทียมกับแรงงานชาย รวมถึงเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็ก ตามมาซึ่งบทสรุปแห่งความสำเร็จหลังการต่อสู้อันยาวนาน ด้วยการได้รับการรับรองในข้อเรียกร้องอันเป็นธรรมจากที่ประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยม ณ เมืองโคเปนฮาเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 พร้อมผลักดันให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันเพื่อจัดกิจกรรมรณรงค์ถึงความไม่เท่าเทียมของผู้หญิง” อันเป็นจุดเริ่มต้นของวันสตรีสากลในเวลาต่อมา วันสตรีสากล หรือ International Woman’s Day ในปีนี้ ครบรอบปีที่ 110 แล้ว เพื่อเป็นการระลึกถึงและให้ความสำคัญกับผู้หญิงทุกคนบนโลกที่มีต่อความสำเร็จในหลายๆ ภาคส่วน Power ขอหยิบยกบางเรื่องราวชีวิตของเหล่านักสู้หัวใจแกร่ง “ผู้หญิง” นักขับเคลื่อนสังคม ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการแสวงหาความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าในตัวเอง ที่ทำอะไรได้มากกว่าที่ใครเคยขีดเส้นกำหนดไว้ ผ่านการบอกเล่าในรูปแบบของภาพยนตร์ Based on True Story ที่คว้ารางวัลมาแล้วนักต่อนักจนเป็นกระแสไปทั่วโลก ให้เราได้หาโอกาสไปทำความรู้จักพวกเธอเหล่านั้นกันอีกสักครั้ง “ฉันอยากให้คนฟังร้องไห้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจ ที่ฉันร้องเลยก็ตาม” - Édith Piaf - “ฉันอยากให้คนฟังร้องไห้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจ ที่ฉันร้องเลยก็ตาม” - Édith Piaf - Édith Piaf จากภาพยนตร์เรื่อง La Vie En Rose (2007) “ฉันอยากให้คนฟังร้องไห้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจที่ฉันร้องเลยก็ตาม” - Édith Piaf ครั้งหนึ่งศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติฌอร์ฌ ปงปีดู หรือ (Centre Pompidou) ได้ทำการคัดเลือกผลงานโมเดิร์นอาร์ตที่สร้างขึ้นในฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1906 – 1977 ปีละหนึ่งชิ้นไปจัดแสดง ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่ปี 1945 ผลงานเพียงชิ้นเดียวในนิทรรศการที่ไม่ใช่ทัศนศิลป์ ทว่าเป็นเสียงเพลง La Vie En Rose ของศิลปิน Édith Piaf ที่เปิดคลออยู่เบาๆ โดยพวกเขาให้เหตุผลว่า ไม่มีผลงานศิลปะใดในปี 1945 ของฝรั่งเศสจะน่าจดจำไปกว่า Soundtrack ของปารีสเพลงนี้อีกแล้ว วัยเด็กของ Édith Piaf นั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างลำบาก แม่ทิ้งเธอไปตั้งแต่ยังเล็กนัก ส่วนพ่อต้องไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงฝากเธอไว้กับย่าที่ดูแลสถานบริการย่านนอร์มังดี เธอถูกเลี้ยงดูโดยหญิงขายบริการที่นั่น ตอนอายุ 3 ปี เธอมีอาการดวงตามืดบอดไปชั่วขณะ จากภาวะแทรกซ้อนของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ก่อนจะกลับมามองเห็นอีกครั้ง หลังจากย่าและหญิงขายบริการที่เลี้ยงดูเธอพาเธอไปขอพรจาก Saint Therese de Lisieux ไม่กี่ปีหลังจากนั้น พ่อมารับเธอไปอยู่ด้วยกันในคณะละครเร่  ทั้งคู่ตระเวนแสดงไปทั่ว และที่ริมถนนในกรุงปารีสนั่นเองคือเวทีแรกที่เธอได้ร้องเพลงให้คนฟัง ชีวิตอันเข้มข้นของ Édith Piaf ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง La Vie En Rose นำแสดงโดย Marion Cotillard ทั้งการแปลงโฉมและการแสดงอันน่าอัศจรรย์ ทำให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ในปีนั้น มีการแซวกันเล่นๆ ว่า เธอน่าจะได้ “เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม” เพิ่มอีกรางวัล เพราะใครที่ไหนจะเล่นเป็นคนอื่นได้ดีขนาดนั้น อันที่จริงเพลงรักอันโด่งดังเพลงนี้ ออกจะดูขัดกับคาแรกเตอร์ของ Édith Piaf…
Editor
8 March 2021
Lifestyle

Lifestyle:
เทรนด์คนรักสุขภาพ 2021

สถานการณ์ต่างๆ ทั้งฝุ่น PM 2.5 และโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสภาพจิตใจของเราเป็นอย่างยิ่ง หากจะพูดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนตระหนัก และหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพความเป็นอยู่กันมากที่สุดในรอบหลายปีก็คงจะไม่ผิดนัก แน่นอนว่าการมีร่างกายที่แข็งแรงยังคงเป็นนิยามพื้นฐานของการดูแลสุขภาพ ทว่าเทรนด์ที่มาแรงสุดๆ ในปีนี้ เห็นจะเป็นการใช้ชีวิตอย่างไรให้ปลอดภัยจากมลพิษและเชื้อโรค ตลอดจนการมีสภาวะจิตที่ผ่อนคลายจากความวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั่นเอง ไม่รอช้า Power จะพาไปรู้จักกับเทรนด์สุขภาพที่น่าสนใจในปี 2021 นี้ Respiratory Wellness ฝุ่น PM 2.5 และ โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจโดยตรงนั้น ทำให้เทรนด์ “คนรักปอด” มาแรงแซงทุกโค้ง ผู้คนเริ่มระมัดระวังในเรื่องของการสูดดมอะไรก็ตามที่มองไม่เห็นเข้าไปในร่างกายกันมากขึ้น การสวมหน้ากากอนามัยกลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่จำเป็นต้องบอกกันอีกต่อไป ต้นไม้และเครื่องฟอกอากาศเป็นดั่งของขวัญแทนความรักความห่วงใยที่มีให้กัน รวมไปถึงพฤติกรรมการกินที่เน้นไปที่อาหารร้อนอย่างซุปหรือชามากขึ้น เพื่อเคลียร์คอให้โล่งและช่วยละลายเสมหะ การจิบน้ำอุ่นตลอดทั้งวันยังมีส่วนช่วยทำให้โพรงจมูกโล่งขึ้น ช่วยลดโอกาสการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียต่างๆ ถือเป็นวิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายที่ทำได้ไม่ยากและกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ Home Wellness ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาที่หลายคนต้องใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น การล็อกดาวน์ทำให้เกิดการปรับตัวในหลากหลายมิติ บ้านแทบจะกลายเป็นศูนย์รวมทุกกิจกรรมไปโดยปริยาย ไม่เว้นแม้แต่การออกกำลังกาย ในวันที่การออกไปฟิตเนสกลายเป็นความเสี่ยง หรือการไปสวนสุขภาพที่เคยไปเป็นประจำ อาจทำให้ไม่รู้สึกปลอดภัยเหมือนเช่นเคย สายสุขภาพย่อมจะไม่ทนกับเรื่องนี้ ลู่วิ่งไม่ใช่ราวตากผ้าฉันใด การออกกำลังกายก็ไม่ใช่เรื่องยากฉันนั้น เราจึงได้เห็นบรรดาเครื่องออกกำลังกายที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน เทียบเท่าการไปฟิตเนส เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศให้สมจริงที่สุด แอปพลิเคชันฟิตเนสออนไลน์เร่งพัฒนา เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่กำลังเปลี่ยนไป มีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง Virtual Run ต่างๆ ให้เข้าร่วม มี Virtual Class เทรนเนอร์ส่วนตัวบนแพลตฟอร์มออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย จะเห็นได้ว่า “บ้าน” ได้ยกระดับขึ้นมากกว่าการเป็นแค่ที่อยู่อาศัยไปแล้ว เพราะไม่เพียง ‘อยู่ได้’ เท่านั้น แต่จะต้อง ‘อยู่ได้ดี’ และมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตปลอดภัยและยืนยาวอีกด้วย Emotional Wellness จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเราต่างได้รับผลกระทบทางอารมณ์กันถ้วนหน้า หลายคนต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ต้องใช้ชีวิตบนความเครียดและความหวาดกลัว ซึ่งเมื่อสะสมมากเข้า ย่อมส่งผลต่อสุขภาพ ภูมิต้านทาน รวมไปถึงระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย อาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วยที่รุนแรงอย่างโรคหัวใจหรือโรคซึมเศร้าได้ เทรนด์สุขภาพในปีนี้จึงมุ่งไปที่การแสวงหา “ความมั่นคงทางอารมณ์” ซึ่งในเบื้องต้นก็คือการตั้ง Mindset ไว้ก่อนว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอเพียงให้เราได้ลองสู้กับปัญหา พยายามทำความเข้าใจ เรียนรู้ และแสดงศักยภาพในตัวเองออกมา นอกจากนั้นเรื่องร้ายๆ ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวปลดล็อกพื้นที่ชีวิตของเราอีกด้วย เพราะในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้เรามองเห็นว่า รอบๆ ตัวยังมีคนที่เรารัก ซึ่งถือเป็นกำลังของหัวใจที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง รวมไปถึงการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ที่ทั้งสะดวกสบายและดีต่อใจ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันที่ให้คำปรึกษาด้านปัญหาสุขภาพจิต หรือการปรึกษาแพทย์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น อย่าลืมหาเวลาสปาอารมณ์ของตัวเอง ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพร่างกายกันด้วย Intuitive Eating สูตรการกินเพื่อสุขภาพนั้นมีอยู่มากมาย ทว่าในช่วงเวลาของการกักตัวนี้ เทรนด์การกินอย่างหนึ่งได้กลับมาฮิตอีกครั้ง นั่นก็คือ Intuitive Eating หรือ “การกินได้ตามใจอยาก” ซึ่งฟังดูแล้วตรงข้ามกับการมีสุขภาพดีเหลือเกิน เพราะ Intuitive Eating กำลังบอกให้เราลืมเรื่องแคลอรี่ ตารางการกิน อาหารคลีน หรืออาหารขยะไปก่อน แล้วหันมาฟังเสียงของร่างกายตัวเอง การที่ร่างกายส่งสัญญาณว่าอยากกินอะไร อาจเป็นไปได้ว่าร่างกายกำลังขาดสารอาหารประเภทนั้นอยู่ แน่นอนว่ามันไม่ได้โฟกัสไปที่การลดน้ำหนัก แต่เน้นในเรื่องของการมีสติ เรียนรู้ที่จะให้เกียรติความหิว นักโภชนาการที่ทำการวิจัยบอกว่า คุณสามารถกินอะไรก็ได้ที่อยากจะกิน จะกินตอนไหนก็ได้ ตราบใดที่คุณยังคงเงี่ยหูฟังร่างกายของคุณ โดยหลักการง่ายๆ สามารถสรุปได้ดังนี้ หิวก็กิน เพราะร่างกายและระบบทางชีววิทยาอยากให้คุณรับรู้ รวมถึงอยากให้คุณเชื่อด้วย อาหารขยะไม่ได้อร่อยและอาหารคลีนไม่ได้สูงส่งขนาดนั้น เลิกตัดสินพฤติกรรมการกินของตัวเอง อิ่มคืออิ่ม ไม่ต้องกินจนหมดก็ได้ (ข้อนี้ฟังดูง่ายแต่ไม่ง่าย) เคารพในร่างกายของตัวเอง อย่างที่คนเท้าใหญ่ไม่ใส่รองเท้าไซซ์เล็ก…
Editor
25 February 2021
Lifestyle

Lifestyle:
เมื่อความคิดสร้างสรรค์
มีส่วนช่วยทำให้ชีวิตปลอดภัย

หลายต่อหลายครั้งที่ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม บทเพลง บทกวี รวมถึงงานดีไซน์ต่างๆ สามารถเป็นกระบอกเสียงอันทรงพลังจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ครั้งนี้ก็เช่นกัน โควิด-19 บังคับให้พวกเราใช้เวลาอยู่กับบ้าน หลีกเลี่ยงการพบเจอผู้คนให้ได้มากที่สุด ซึ่งทำให้เกิด “ผลข้างเคียง” ในเชิงบวกอย่างหนึ่ง นั่นคือมีคนมากมายต่างลุกขึ้นมาทำสิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ระหว่างการกักตัว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สถานการณ์ที่เป็นดั่งฝันร้ายนี้สิ้นสุดในเร็ววัน The Spoiler Billboard ในฐานะประชาชนทั่วไป แม้ไม่ใช่บุคลการทางการแพทย์ก็สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้เช่นกัน ทั้งจากการเว้นระยะห่างทางสังคม สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ หรือง่ายที่สุด ไม่ออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น แต่ขนาดว่าง่ายแล้ว หลายคนก็ยังละเลยอยู่ดี เพราะคิดแต่เพียงว่า แค่ออกไปเดินเล่นชิลๆ เองไม่เห็นเป็นอะไร ไวรัสหรือจะน่ากลัวเท่าจิตใจที่เหี่ยวเฉา นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ครีเอทีฟชาวไทย 2 คน ต้องใช้ยาแรงมาจัดการกับเรื่องนี้ แซนด์-ภัคณิชา กองเรืองกิจ และ เบรฟ–มติธร ประจวบเหมาะ ชัยมังคโล สองนักศึกษาจาก Miami Ad School เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วพบว่าหลายคนยังไม่ตระหนักถึงการปฏิบัติตามมาตรการกักตัวอยู่บ้านมากเท่าที่ควร จึงเกิดไอเดียที่สุดแสนจะเรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ โดยทั้งคู่มองว่ากลุ่มเป้าหมายที่พวกเขาต้องการจะสื่อสารด้วยเป็นพิเศษนั้นคือหนุ่มสาวยุค Millennial เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีไลฟ์สไตล์และความคิดที่ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง ตลอดจนมีความเชื่อว่าร่างกายที่แข็งแรงกว่าเด็กเล็กๆ และผู้สูงอายุของพวกเขาจะไม่เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตอย่างแน่นอน จากไอเดียเริ่มต้น ค่อยๆ พัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น Spec Ads หรือ โฆษณาที่สร้างขึ้นเองโดยไม่ได้รับการว่าจ้างจากแบรนด์ ในกรณีนี้คือ เมื่อใดที่ก้าวออกจากบ้าน คุณจะเจอกับข้อความสปอยล์หนังและซีรีส์เรื่องดังของ NETFLIX อย่าง Stranger Things, Love is Blind, Narcos รวมถึง Kingdom ไม่กี่วันต่อมาแคมเปญสุดโหดร้ายนี้กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก แพร่กระจายเร็วกว่าไวรัสโคโรนาเสียอีก หลายคนเชื่อจริงๆ ว่านี่เป็นโฆษณาของ NETFLIX จนกระทั่งทางแบรนด์ต้องออกมาชี้แจงว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มันเป็นงานของนักศึกษากลุ่มหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแซนด์และเบรฟก็ได้นำไอเดียนี้ไปขายกับทาง NETFLIX สิงคโปร์จริงๆ ด้วย เพียงแต่มันยังไม่ผ่าน เนื่องจากทาง NETFLIX ไม่มีนโยบายสปอยล์ซีรีส์ของตัวเอง อย่างไรก็ตามแซนด์และเบรฟยังคงเดินหน้าพัฒนาไอเดียนี้ต่อไป โดยลึกๆ แล้วเบรฟเชื่อว่า ถ้า NETFLIX กลับลำนโยบายหลักของแบรนด์ แล้วหันมา “สปอยล์เพื่อช่วยโลก” ผู้คนจะชื่นชมและให้การสนับสนุนมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน สุดท้ายทั้งคู่อยากขอโทษทุกคนที่ถูกผลงานของพวกเขาเฉลยตอนจบของซีรีส์ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจใครเลยจริงๆ Art of Quarantine แคมเปญนี้สร้างสรรค์ขึ้นโดย Looma ครีเอทีฟโปรดักชั่นเอเจนซี่แห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมฯ แห่งยูเครน (Ministry of Culture and Information Policy of Ukraine) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อย้ำเตือนให้ผู้คนตระหนักว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทุกวันนี้ Looma เชื่อว่า การใช้ชีวิตในช่วงการกักตัวเพื่อควบคุมโรคถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง นั่นจึงเป็นที่มาของแคมเปญ “Art of Quarantine” ที่นำผลงานมาสเตอร์พีซระดับโลกมาปรับโฉมใหม่ เพื่อแนะนำวิธีที่จะช่วยหยุดการระบาดของโควิด-19 เพราะถึงแม้ว่าจะมีคำแนะนำหรือการรณรงค์ให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่ก็ดูเหมือนว่ายังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อที่จะเป็นจุดสนใจ เพื่อที่จะให้ง่ายต่อการจดจำ ศิลปะที่หลายคนคุ้นตาจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ งานจิตรกรรมสุดคลาสสิกจากหลากหลายศิลปินหลากหลายยุคทั้ง 9 ภาพ ถูกนำมาแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ ฉาบเคลือบด้วยอารมณ์ขันบางๆ ให้เข้าถึงง่าย อย่างเช่น “SOCIAL DISTANCING” ซึ่งต้นฉบับเป็นผลงานของ Leonardo da Vinci จิตรกรเอกของโลกจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ที่มีชื่อว่า The…
Editor
15 February 2021
Food & DrinksLifestyle

FOOD & DRINKS
เมนูเติมหวานเทศกาลแห่งความรัก

วันวาเลนไทน์ หรือ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีนั้น เป็นที่รู้กันดีว่าบรรยากาศโดยรอบจะอบอวลไปด้วยมวลแห่งความสุข ความห่วงใย และความปรารถนาดีที่ใครต่อใครต่างส่งให้กันในนามของ “ความรัก” หนึ่งในสิ่งที่นามธรรมที่สุดในโลกที่แม้แต่นักปรัชญาก็หานิยามไม่ได้ แต่เราทุกคนก็ยินดีที่จะใช้โอกาสนี้มอบช่วงเวลาสุดพิเศษให้กับคนที่เรารัก ที่มาที่ไปของวันวาเลนไทน์ไม่มีบันทึกไว้อย่างแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหน หรือ เพราะอะไร บ้างก็เชื่อว่าเกิดจากนักบุญวาเลนไทน์ นักบวชในคริสต์ศาสนาที่ยอมฝืนคำสั่งของจักรพรรดิแห่งโรมันที่ประกาศห้ามให้มีการจัดงานแต่งงานในช่วงสงคราม แต่ท่านก็แอบจัดพิธีให้กับคู่รักมากมาย บ้างก็เชื่อว่าเป็นเรื่องราวของนายแพทย์ที่ไปมีความรักต้องห้ามกับหญิงสาวตาบอดจนต้องโทษประหาร โดยที่ก่อนตายได้ทำการอธิษฐานและเขียนโน้ตถึงนาง กระทั่งเกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นทำให้นางมองเห็นและได้อ่านข้อความสุดท้ายจากเขาว่า “From your Valentine” อย่างไรก็ตามวันวาเลนไทน์ได้กลายมาเป็นวันที่เราจะมอบของขวัญให้กับคนสำคัญข้างกาย นอกเหนือไปจากความรู้สึกดีๆ ที่ให้อยู่แล้วทุกวัน เพื่อให้วันนี้กลายเป็นวันพิเศษขึ้นกว่าเดิม อาจจะเป็นดอกกุหลาบสักดอก การ์ดน่ารักๆ สักใบ หรือ อาหารอร่อยๆ ที่มาพร้อมกับบรรยากาศแสนพิเศษสักมื้อ Power จึงไม่รอช้าที่จะพาไปทำความรู้จักกับขนมและอาหารที่ จะช่วยเติมความหวานให้กับความสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์นี้ของคุณ The Happiness That You Can Eat ทำไมช็อกโกแลตถึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของวันแห่งความรัก ตอบง่ายๆ ว่า มันอร่อย เพราะฉะนั้นการมอบของอร่อยๆ ให้กับคนรักมันก็สมเหตุสมผลดี นอกจากนั้นการรับประทานช็อกโกแลตแบบเข้มข้นยังมีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยลดความเครียด อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ มีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด รวมไปถึงฟลาโวนอยด์ที่ช่วยบำรุง “หัวใจ” ว่ากันว่ารสชาติดุจดั่งสวรรค์และสัมผัสของช็อกโกแลตชั้นดี ไม่เพียงแต่จะละลายในปากเท่านั้น แต่ยังละลายไปถึงหัวใจ อย่างที่ใครหลายคนเชื่อว่า ช็อกโกแลต ไม่ต่างอะไรจากความสุขที่มาในรูปของกิน The Language of Flowers ราวปลายศตวรรษที่ 17 ความนิยมเรื่องแนวคิดของ “ภาษาดอกไม้” หรือการใช้ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ในการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วทั้งยุโรป อย่างที่ดอกคาร์เนชั่นสีเหลืองแสดงถึงความผิดหวัง ดอกผักตบสีม่วงนั้นร้องขอการให้อภัย และแน่นอนดอกกุหลาบสีแดงแทนความรักจากหัวใจ ดอกกุหลาบนั้นเกี่ยวข้องกับวีนัส เทพีแห่งความรักของชาวโรมัน ตามตำนานเล่าว่าเมื่ออดอนิสคนรักของวีนัสตาย เลือดของเขาเมื่อรวมเข้ากับหยดน้ำตาอันเกิดจากความเสียใจของนาง ที่บริเวณนั้นได้เกิดเป็นพุ่มดอกไม้สีแดงเข้มขึ้นมา นั่นคือดอกกุหลาบ หรืออย่างของไทยก็มี มัทนะพาธา บทละครพูดคำฉันท์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตำนานดอกกุหลาบกับความรักอันเจ็บปวดนั่นเอง นอกจากความสวยงามแล้ว กลีบกุหลาบก็ยังนำมารับประทานได้ แถมยังมีประโยชน์มากเสียด้วย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินบี วิตามินเค แคลเซียม โพแทสเซียม รวมไปถึงแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่างๆ สามารถนำมาทำเป็นอาหารและเครื่องดื่มได้หลากหลาย เช่น ชาดอกกุหลาบ สลัดดอกกุหลาบ เค้กกุหลาบ หรือจะจิ้มกินกับน้ำพริกแบบไทยๆ ก็เก๋ไปอีกแบบ The Fruit of Love สตรอว์เบอร์รี ผลไม้ที่โดดเด่นที่สุดในวันแห่งความรัก เจ้าผลไม้สีแดงรูปหัวใจนี้มีความเกี่ยวข้องกับเทพีวีนัส ตามตำนานถือเป็นญาติห่างๆ ของดอกกุหลาบ และด้วยรูปร่างหน้าตารวมไปถึงรสชาติของมัน หลายคนจึงเปรียบเปรยเอาไว้ว่า หากถามว่าความรักรสชาติเป็นอย่างไร ก็ให้สตรอว์เบอร์รีแทนคำตอบนั้นได้เลย นอกจากนั้นมันยังเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ถ้าคุณเจอผลสตรอว์เบอร์รีแฝด แล้วได้ทำการแบ่งมันให้ใครสักคนกิน ทั้งสองก็จะตกหลุมรักซึ่งกันและกัน สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าผลไม้อย่างส้ม องุ่น และกีวีหลายเท่า มีวิตามิน เส้นใยอาหาร และกรดโฟลิกที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง นิยมรับประทานสดๆ หรือจะนำไปจับคู่กับของหวานอย่างช็อกโกแลตก็อร่อย รวมไปถึงนำไปเป็นส่วนผสมตัดรสชาติกับอาหารคาวอย่างฟัวกราส์ย่างก็ช่วยชูรสให้ความรู้สึกสดชื่นเข้ากันลงตัว I Herb You เมื่อพูดถึงสมุนไพรก็มักจะชวนให้นึกถึงยา จริงอยู่ที่สรรพคุณทางการรักษาเหล่านั้น ดูจะห่างไกลจากคำว่าโรแมนติกอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างไรสมุนไพรก็ยังส่งผลดีต่ออารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ใจอุ่น เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่รับประทานร่วมกับคนรักในวันวาเลนไทน์นี้ โรสแมรี่ ในสมัยโบราณใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรู้เนื่องจากมีสรรพคุณช่วยให้ความจำดี เป็นสมุนไพรที่มีความโดดเด่นเรื่องกลิ่นและน้ำมันในตัว นิยมนำไปสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย มีสารที่มีประโยชน์ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง เสริมสร้างการผลิตคอลลาเจนช่วยให้ผิวกระชับ ที่สำคัญโรสแมรี่ยังเป็นสมุนไพรที่เชฟขาดไม่ได้ อันที่จริงแค่นึกถึงสเต็กเนื้อหรือปลาที่มีกลิ่นของโรสแมรี่บางๆ ก็สุขใจแล้ว ลาเวนเดอร์ กลิ่นที่เหมือนน้ำหอมจากธรรมชาติของลาเวนเดอร์ช่วยได้เสมอในเรื่องความโรแมนติก หนึ่งในน้ำมันหอมระเหยที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดที่จะช่วยสะกิดความรู้สึกของความสุขให้เคลิบเคลิ้มในอารมณ์แห่งเดือนกุมภาพันธ์…
Editor
12 February 2021
HighlightLifestyle

Travel in Style:
Alfresco Date Night

PHOTOGRAPHY COURTESY OF BRANDS จับมิกซ์แอนด์แมทช์ ไลฟ์สไตล์เก๋ไก๋ได้ลุคสบายตา แล้วพากันไปสร้างบรรยากาศโรแมนติก ให้การเดตในวันวาเลนไทน์นี้พิเศษกว่าใคร ด้วยดินเนอร์แบบเอาต์ดอร์ คลอเคล้าสายลมและเสียงเพลง พร้อมเติมเต็มความอิ่มเอมด้วยทิวทัศน์ ตระการตาในยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร  นาฬิกาข้อมือ จาก Omega ต่างหูรูปหัวใจ จาก Balenciaga เครื่องประดับ จาก Prada เครื่องประดับ จาก Bottega Veneta กระเป๋าหนัง จาก Burberry เสื้อเชิ้ต จาก Gucci รองเท้า จาก Gucci เข็มขัด จาก Gucci กางเกงขายาว จาก Gucci นาฬิกาข้อมือ จาก Panerai หมวก จาก Balenciaga เครื่องประดับ จาก  Bottega Veneta เครื่องประดับ จาก Prada กระเป๋าสะพาย จาก  Gucci กางเกงขายาว จาก Burberry รองเท้า จาก Valentino เสื้อยืด จาก Burberry
Editor
12 February 2021
HighlightLifestyle

Lifestyle:
ชวนคู่รักปักหมุด
สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

คิง เพาเวอร์ มหานคร ความงดงามของกรุงเทพมหานครในมุมมองใหม่ ใกล้วันวาเลนไทน์เข้ามาทุกที คงมีคู่รักหลายคู่รอเวลาที่จะได้ออกเดตในวันพิเศษ ซึ่งหากยังไม่รู้ว่าจะพาคนรักไปเดตที่ไหน Power ขอนำเสนอความโรแมนติกในบรรยากาศสูงเสียดฟ้า ที่ที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์เหนือคำบรรยาย อีกทั้งยังมีกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์อีกมากมาย เพื่อให้วาเลนไทน์นี้เป็นอีกปีที่น่าจดจำ และนั่นก็คือสถานที่แห่งนี้ ‘คิง เพาเวอร์ มหานคร’ แลนมาร์คด้านการท่องเที่ยวระดับโลก หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ต้องปักหมุดแน่นๆ ของเหล่านักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างประเทศ บอกได้เลยว่าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในที่เดียว‘มหานคร สกายวอล์ค’ จุดท่องเที่ยวชั้นเยี่ยมที่ดีที่สุด ชมวิวสุดตระการตาท่ามกลางบรรยากาศเหนือคำบรรยาย (อาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร ชั้น 1, 74, 75 และ 78) เมื่อก้าวเข้าสู่ ล็อบบี้ ชั้น 1 คุณจะได้พบกับพื้นที่รับรองอันกว้างขวางหรูหราเป็นจุดแรก ซึ่งคุณสามารถซื้อบัตรเข้าชม มหานคร สกายวอล์ค ได้ที่นี่ โดยตลอดทางเดินจะตกแต่งด้วยกำแพงดิจิทัลเรื่องราวของกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงเพดานที่สะท้อนภาพในมุมกลับหัว ไม่ว่าใครเดินผ่านเป็นอดใจไม่ไหวที่จะต้องหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ก่อนจะขึ้นจุดชมวิว อยากให้คุณได้ลองอุ่นเครื่อง เปิดประสบการณ์กับ มหานคร สกายไรด์ เครื่องเล่น VR (Virtual Reality) ที่พร้อมจะพาให้คุณโลดแล่นไปกับวิวเหนือท้องฟ้ากรุงเทพมหานคร ให้ความรู้สึกตื่นเต้นเสมือนจริงทั้งการเคลื่อนไหว เสียง และกระแสลม นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด จากนั้นเดินทางไปยังชั้น 74 ด้วยลิฟต์มัลติมีเดียความเร็วสูง (ใช้เวลาเพียง 50 วินาทีเท่านั้น) ซึ่งตลอดระยะเวลาโดยสารคุณจะได้เพลิดเพลินไปกับภาพกราฟิกบนจอแอนิเมชั่นขนาดใหญ่เมื่อถึงชั้น 74 จุดชมวิวภายในอาคาร เบื้องหน้าของคุณจะถูกรายล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์อันตระการตา นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานครผ่านระบบเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) กับมุมมองในแบบ 360 องศา ก่อนจะขึ้นไปชมวิวชั้นดาดฟ้า อย่าลืมแวะส่งโปสการ์ดจากตู้ที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความทรงจำที่แสนประทับใจ ให้จดจำไม่รู้ลืม สำหรับผู้เข้าชมที่ซื้อบัตรชั้นดาดฟ้า สามารถขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้น 75 เพื่อต่อไปยังลิฟต์แก้ว ที่จะพาคุณไปยังชั้น 78 ชั้นดาดฟ้า (Rooftop) จุดชมวิวภายนอกอาคาร ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของ มหานคร สกายวอล์ค ประกอบไปด้วย พื้นกระจกลอยฟ้า (Glass Floor) พื้นกระจกลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่ความสูงเหนือพื้นดิน 310 เมตร เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการผจญภัยและถ่ายภาพ จุดนี้คุณสามารถมองเห็นวิวเมืองเบื้องล่าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เดอะ พีค (The Peak) จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา ที่ความสูงเหนือระดับพื้น 314 เมตร ที่สุดแห่งความตระการตาเหนือคำบรรยาย  ถือเป็นจุดสูงสุดที่ยืนได้ในกรุงเทพมหานคร รูฟท็อปบาร์ (Rooftop Bar) ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังมีค็อกเทลสูตรพิเศษ เพื่อให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาสุดโรแมนติกกับคนที่คุณรัก สำรองบัตรเข้าชม มหานคร สกายวอล์ค คลิก!‘มหานคร แบงค็อก สกายบาร์’ ความอิ่มเอมแห่งสุนทรียรสของอาหาร (อาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร ชั้น 76-77) ห้องอาหารและบาร์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย พื้นที่ครอบคลุมทั้งในร่ม กลางเเจ้ง รวมทั้งเลานจ์วีไอพี ได้รับการออกเเบบอย่างหรูหราทันสมัย โดยเป็นผลงานชิ้นเอกของทีมนักตกแต่งภายในระดับโลก Tristan Auer จาก Wilson Associates ให้คุณเพลิดเพลินกับบรรยากาศ ควบคู่ไปกับการลิ้มรสอาหารตะวันตกและเอเชียที่มีเอกลักษณ์อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เปิดให้บริการทั้งอาหารกลางวันและอาหารค่ำ สำรองที่นั่ง มหานคร แบงค็อก สกายบาร์ คลิก!‘ไทย เทสต์…
Editor
11 February 2021
DestinationLifestyle

DESTINATION
พาเที่ยวเทศกาลตรุษจีน
พักผ่อนหย่อนใจ ไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล

ตรุษจีน หรือเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวจีนนั้น เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานผ่านกาลเวลานับพันปี ตามธรรมเนียมโบราณจะมีพิธีกรรมที่ปฏิบัติเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเวลานี้หลายวันด้วยกัน แต่ที่คนไทยเรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ ‘วันจ่าย’ วันที่ไปจับจ่ายซื้อข้าวของเครื่องใช้ในเทศกาล ซึ่งจะเริ่มก่อนวันตรุษจีน 2 วัน ถัดมาเป็น ‘วันไหว้’ ถือเป็นวันส่งท้ายปีที่ครอบครัวจะกลับมารวมตัวกันพร้อมหน้า รับประทานอาหารร่วมกัน รวมไปถึงกิจกรรมที่หลายคนรอคอยอย่างการแจกอั่งเปาหรือแต๊ะเอีย จนกระทั่งเมื่อวันใหม่ใกล้เข้ามา ชาวจีนจะนิยมอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพื่อรอรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่จะมาถึงในวันขึ้นปีใหม่ หรือ ‘วันเที่ยว’ นั่นเอง วันเที่ยว เป็นวันที่ทุกคนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีมงคล เดินสายไปสวัสดีปีใหม่ญาติผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลังจากนั้นก็พากันตระเวนไหว้พระทำบุญ ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ต่างๆ โดยวันตรุษจีนปีนี้ ตรงกับวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ หลายคนแพลนเที่ยวล่วงหน้าไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่มีไอเดียก็ไม่เป็นไร เพราะ Power จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เดินทางไปไม่ยาก ให้ได้เลือกสัมผัสบรรยากาศและกลิ่นอายแบบจีนในวันหยุดที่จะถึงนี้ วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพมหานคร วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวัดจีนที่เก่าแก่และเป็นที่รู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ชาวไทยเชื้อสายจีนตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมไปสักการะขอพรกันตลอดทั้งปีโดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องสะเดาะเคราะห์ปีชง เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานของ ไท่ส่วยเอี๊ย เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา ไฉ่สิ่งเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ และเทพเจ้าตามความเชื่ออื่นๆ อีกหลายองค์ แม้ว่าวัดมังกรกมลาวาสจะดูแคบ ทว่าด้านในนั้นกว้างขวางกว่าที่เห็นจากทางเข้าพอสมควร นอกจากพื้นที่ที่โปร่งสบายแล้ว เรื่องผังโครงสร้างและสถาปัตยกรรมก็ยังงดงามตามคติแบบวัดหลวงของจีนอีกด้วย เมื่อเข้าไปจะพบกับวิหารท้าวจตุโลกบาล เทพเจ้าที่คอยปกปักษ์รักษาคุ้มครองทิศทั้งสี่ ถัดไปเป็นพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานของวัดด้วยกัน 3 องค์ ได้แก่ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ และพระไภษัชยคุรุพุทธะ พร้อมด้วย 18 อรหันต์ จากนั้นบริเวณด้านข้างและด้านหลังจะเป็นส่วนของพระวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณที่ผสมผสานศิลปะทั้งแบบไทยและจีนให้ศึกษาและชื่นชมอีกมากมาย การเดินทางไปยังวัดมังกรกมลาวาสสามารถใช้บริการรถไฟฟ้า MRT สถานีวัดมังกร ทางออกหมายเลข 3 จากนั้นเดินต่ออีกไม่ไกล ในขณะที่การเดินทางด้วยรถส่วนตัวอาจจะต้องใช้บริการที่จอดรถในบริเวณใกล้เคียงอย่างอาคารพิชัยญาติ วัดคณิกาผล หรือมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Wat.Mangkonkamalawat.Temple ล้ง 1919 กรุงเทพมหานคร สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่เดิมเป็นท่าเรือของพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น) ต้นตระกูลพิศาลบุตร ลูกหลานของชาวจีนโพ้นทะเลที่ได้มาอาศัยร่มพระบรมโพธิสมภารตั้งรกรากบนแผ่นดินสยาม โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2393 มีชื่อว่า “ฮวยจุ่งล้ง” ซึ่งมีความหมายว่า ท่าเรือกลไฟ เนื่องจากเป็นจุดรับส่งสินค้าทางเรือทั้งจากมลายู สิงคโปร์ และจีน ต่อมารับช่วงต่อโดยตระกูลหวั่งหลี ซึ่งได้ทำการปรับพื้นที่ให้กลายเป็นโกดังเก็บสินค้า อาคารสำนักงาน และที่พักอาศัย โดยมีศาลเจ้าแม่หม่าโจ้วประดิษฐานเคียงคู่ตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงปัจจุบัน ปลายปี พ.ศ. 2559 ตระกูลหวั่งหลีมีโครงการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสุนทรียศาสตร์แบบจีน จึงได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ บูรณะส่วนต่างๆ ทั้งบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นโกดังสินค้า อาคารไม้เก่าแก่ ตลอดจนภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ ด้วยวิธีการดั้งเดิมเพื่อคงไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมให้ได้มากที่สุด จากนั้นจึงเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนที่ฟื้นคืน ราวกับอัญมณีที่ตื่นขึ้นจากการหลับไหลอันยาวนานอีกครั้ง ล้ง 1919 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. โดยนักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมแบบจีนดั้งเดิมศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ความสัมพันธ์ไทย-จีน แกลเลอรีแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย ร้านอาหาร มุมพักผ่อนหย่อนใจให้ถ่ายรูปเก๋ๆ รวมไปถึงการได้สักการะศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว พร้อมทั้งไฉ่สิ่งเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้ง 3 ปาง ตัวแทนสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของคน 3 วัย วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา อีกด้วย การเดินทางมายัง ล้ง 1919 สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีกรุงธนบุรี…
Editor
5 February 2021
HighlightLifestyle

Food Adventure:
อาหารมงคลรับตรุษจีน อิ่มอร่อยโชคดีตลอดปี

วันตรุษจีน เป็นวันที่ชาวจีนได้กำหนดให้เป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ตามจันทรคติเป็นวันเฉลิมฉลองใหญ่ หลังจากผ่านพ้นความหนาวเหน็บของฤดูหนาวมาได้ โดยถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่ทั้งครอบครัวจะอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน รับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมทั้งทำความสะอาดตกแต่งบ้านเรือนให้สวยงาม ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อเริ่มต้นด้วยสิ่งมงคล ปีทั้งปีก็จะอยู่ดีมีสุขไปตลอด จีนถือเป็นดินแดนที่โดดเด่นในเรื่องอาหารการกินที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะนอกจากวัตถุดิบและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว อาหารจีนยังแฝงความหมายอันเป็นสิริมงคล รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีที่มาพร้อมกับเทศกาลแห่งความสุขอีกด้วย ทำให้การรับประทานอาหารมงคลกับครอบครัวในเทศกาลตรุษจีน จึงเปรียบได้กับการรับพรอันศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ชีวิตนั่นเอง สำหรับตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง Power อาสาพาทุกคนไปรู้จักกับความหมายที่ซ่อนอยู่ในอาหารมงคลยอดนิยมซึ่งหารับประทานได้ไม่ยาก ทั้ง 8 อย่าง เพื่อให้คุณได้อิ่มอร่อยพร้อมทั้งอิ่มใจในเทศกาลแห่งความสุขสุดพิเศษนี้ ปลา ปลาถือเป็นหนึ่งในอาหารจานสำคัญสัญลักษณ์ของเทศกาลปีใหม่จีนเลยก็ว่าได้ มีความเชื่อว่าลักษณะที่เป็นมันวาวส่องแสงของเกล็ดปลานั้นจะนำมาซึ่งโชคดี ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง ปลาเป็นสัตว์ที่มีไข่จำนวนมากจึงแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นคำว่า ปลา ในภาษาจีนยังพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายว่า ส่วนที่เหลือ อีกด้วย สื่อถึงการมีเงินเหลือเก็บเพื่อนำไปใช้ในอนาคตต่อไปได้นั่นเอง ไก่ เนื้อไก่นั้นมีโปรตีนสูงแต่ไขมันน้อย อีกหนึ่งวัตถุดิบยอดนิยมของอาหารจีนที่รับประทานกันในหลายเทศกาลมงคล รวมไปถึงใช้ไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับเพื่อขอให้ท่านปกป้องคุ้มครองครอบครัว การนำไก่ทั้งตัวไปต้มหรือนึ่งนั้นแทนความหมายถึงการรวมกันของครอบครัว บ้างเชื่อว่าการรับประทานซุปไก่เป็นมื้อแรกของวันปีใหม่จะนำสันติสุขมาให้ ในขณะที่ส่วนเท้าจะให้หัวหน้าครอบครัวรับประทานเพื่อความมั่งคั่ง กระดูกสื่อถึงความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไข่ไก่สื่อถึงเงินและทอง เมนูยอดนิยมก็คือ ไก่ต้ม ไก่นึ่งซีอิ๊ว ข้าวมันไก่ ไก่ เนื้อไก่นั้นมีโปรตีนสูงแต่ไขมันน้อย อีกหนึ่งวัตถุดิบยอดนิยมของอาหารจีนที่รับประทานกันในหลายเทศกาลมงคล รวมไปถึงใช้ไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับเพื่อขอให้ท่านปกป้องคุ้มครองครอบครัว การนำไก่ทั้งตัวไปต้มหรือนึ่งนั้นแทนความหมายถึงการรวมกันของครอบครัว บ้างเชื่อว่าการรับประทานซุปไก่เป็นมื้อแรกของวันปีใหม่จะนำสันติสุขมาให้ ในขณะที่ส่วนเท้าจะให้หัวหน้าครอบครัวรับประทานเพื่อความมั่งคั่ง กระดูกสื่อถึงความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไข่ไก่สื่อถึงเงินและทอง เมนูยอดนิยมก็คือ ไก่ต้ม ไก่นึ่งซีอิ๊ว ข้าวมันไก่ เป็ด หนึ่งในเมนูเนื้อสัตว์ 3 ชนิดที่นิยมใช้ไหว้เจ้าของชาวจีน จานโปรดประจำโต๊ะอาหารช่วงเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากสื่อความหมายถึงความสุข การมีสุขภาพที่ดี และปีที่มั่งคั่งที่กำลังจะมาถึง คนจีนถือว่าเป็ดเป็นสัญลักษณ์ของการมีความสามารถ การรับประทานเป็ดจึงเชื่อว่าจะทำให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย เมนูยอดนิยมก็คือ เป็ดพะโล้ เป็ดย่าง ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เป็ด เกี๊ยว เกี๊ยวถือเป็นเมนูคลาสสิกที่นิยมรับประทานกันในเทศกาลมงคลมานานหลายพันปี เนื่องจากรูปทรงของมันละม้ายคล้ายคลึงกับเงินที่ใช้ในสมัยจีนโบราณ มันจึงแทนความหมายถึงความมั่งมี โดยคำว่า เกี๊ยว ในภาษาจีน ยังพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายว่า การแลกเปลี่ยน อีกด้วย สมาชิกในครอบครัวจึงมักจะห่อแป้งเกี๊ยวกันเองตอนเวลาเที่ยงคืน การรับประทานเกี๊ยวจึงแฝงความหมายของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ปีที่ร่ำรวย โดยเชื่อกันว่า ยิ่งกินมาก ก็ยิ่งรวยมาก เกี๊ยว เกี๊ยวถือเป็นเมนูคลาสสิกที่นิยมรับประทานกันในเทศกาลมงคลมานานหลายพันปี เนื่องจากรูปทรงของมันละม้ายคล้ายคลึงกับเงินที่ใช้ในสมัยจีนโบราณ มันจึงแทนความหมายถึงความมั่งมี โดยคำว่า เกี๊ยว ในภาษาจีน ยังพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายว่า การแลกเปลี่ยน อีกด้วย สมาชิกในครอบครัวจึงมักจะห่อแป้งเกี๊ยวกันเองตอนเวลาเที่ยงคืน การรับประทานเกี๊ยวจึงแฝงความหมายของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ปีที่ร่ำรวย โดยเชื่อกันว่า ยิ่งกินมาก ก็ยิ่งรวยมาก เส้นบะหมี่ บ่อยครั้งเมนูเกี๊ยวจะมาพร้อมกับเส้นบะหมี่ ดุจดั่งทองแท่งที่คู่กับเส้นไหมทองคำ แม้ว่าที่มาของเส้นบะหมี่จะไม่แน่ชัด แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือเมนูเส้นคืออาหารจานสำคัญของจีน และโดยเฉพาะในเทศกาลตรุษจีนแบบนี้ ชาวจีนนิยมรับประทานบะหมี่ที่เส้นยาวๆ โดยที่ไม่ตัด เพราะเชื่อว่าจะทำให้อายุยืนยาวนั่นเอง  กุ้ง โต๊ะอาหารในเทศกาลตรุษจีนจะขาดสีแดงไปไม่ได้ นอกจากเป็ดปักกิ่งแล้ว กุ้งก็ยังเป็นอีกเมนูสีแดงยอดนิยมมาโดยตลอด กุ้งเป็นตัวแทนของความมีชีวิตชีวาและความสุข เนื่องจากคำว่า กุ้ง ในภาษาจีนกวางตุ้ง พ้องกับเสียงหัวเราะนั่นเอง และ สีแดง ก็ยังไปพ้องกับคำว่า โชคดี อีกด้วย  ปอเปี๊ยะทอด อาหารยอดนิยมในเทศกาลต้อนรับฤดูใบไม้ผลิโดยเฉพาะทางแถบตอนใต้ของประเทศจีน คำว่า ปอเปี๊ยะ ในภาษาจีนนั้น พ้องกับคำว่า ฤดูใบไม้ผลิ และคำว่า ม้วน ชาวจีนจึงรับประทานในวันแรกของปีใหม่ ปอเปี๊ยะทอดนั้นมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับทองคำแท่ง แน่นอนว่ามันจึงแทนความหมายถึงความมั่งคั่งและโชคดี ทั้งยังสามารถเสิร์ฟเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยหรือของว่างก็ได้ รวมถึงไส้ที่เปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ ปอเปี๊ยะทอดไส้ผักจึงเป็นขวัญใจของผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ประจำเทศกาลตรุษจีน ผลไม้มงคล นอกเหนือจากความมั่งคั่งร่ำรวยแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของวันตรุษจีนก็คือครอบครัว การกลับมาเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งของลูกหลานและญาติผู้ใหญ่ แสดงถึงความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียว…
Editor
1 February 2021