DestinationLifestyle

Destination:
ดื่มด่ำไปกับมนตร์เสน่ห์แห่งภูเก็ต
จุดหมายปลายทางที่ไม่เคยจางไปจากความทรงจำ

การเดินทางครั้งใหม่ของนักล่าแรงบันดาลใจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว สัมผัสมนตร์เสน่ห์แห่งท้องทะเลที่งดงามกว่าเคย พร้อมสูดกลิ่นอายอารยธรรมผ่านกาลเวลาที่ “ภูเก็ต” จุดหมายปลายทางที่รวบรวมคลื่นลมแห่งความสุข ชายหาดแห่งความทรงจำ กับประสบการณ์ที่จะทำให้คุณหลงรักอีกครั้ง เพราะเสน่ห์ของการเดินทางไม่มีคำว่าสิ้นสุด พาเที่ยว 3 หาดภูเก็ตไม่ต้องออกเกาะ! หลงเสน่ห์อันเรียบง่ายในแบบส่วนตัวที่ “หาดยะนุ้ย” หาดยะนุ้ย เป็นหาดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบบนเส้นทางระหว่างแหลมพรหมเทพกับหาดในหาน หลายปีก่อนอาจยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ผิดกับในเวลานี้ที่ใครๆ ต่างก็พากันหลงรักในความสงบเรียบง่าย และเต็มไปด้วยเสน่ห์ในแบบธรรมชาติสรรค์สร้าง ความโค้งสวยของชายหาด เมื่อมาผนวกเข้ากับน้ำทะเลสีฟ้าคราม และเม็ดทรายเนื้อละเอียดนุ่มละมุนเท้า เลือกรองรับผู้คนแบบบางตา จึงให้บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความเป็นส่วนตัว เพียงแค่ได้นอนอาบแดดอ่านหนังสือเล่มโปรด หรือทำกิจกรรมยามว่างสำหรับครอบครัว ก็ทำให้หาดยะนุ้ยกลายเป็นหาดสวรรค์ได้ไม่ยาก การเดินทาง เดินทางโดยใช้เส้นทางแหลมพรหมเทพ ขับรถลงเขาไปประมาณ 2 กิโลเมตร มีบริการจอดรถฟรีบริเวณริมหาด แนะนำให้แวะเที่ยวหาดยะนุ้ยในช่วงเย็น เพื่อพายเรือคายักออกไปชมแสงสุดท้ายของวัน รับรองได้เลยว่า ภาพของพระอาทิตย์สีส้มดวงกลมโตที่ค่อยๆ หย่อนตัวลงสู่ผิวน้ำกลางทะเล จะเป็นซีนสุดประทับใจที่คุณไม่อาจลืมเลือน ปลดปล่อยอะดรีนาลีนไปกับกิจกรรมสุดมันส์ที่ “หาดป่าตอง” หาดป่าตอง เป็นหาดในดวงใจของผู้คนที่รักในแสงสีเสียงและกิจกรรมทางน้ำ ด้วยลักษณะชายหาดโค้งรูปตัว U ยาวประมาณ 9 กิโลเมตร ที่มีแนวภูเขาคั่นหัวและท้ายหาด จึงช่วยบังคลื่นลมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งน้ำทะเลสีเขียวสดใสยังเหมาะมากสำหรับการเล่นน้ำและทำกิจกรรมทางทะเล ไม่ว่าจะเป็น เจ็ตสกี พาราชูต สปีดโบต เรือใบ และอื่นๆ นอกจากนั้นยังเรียงรายไปด้วยแหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหาร ทำให้เหล่านักเดินทางจากทั่วสารทิศต่างพร้อมใจกันมาเยือนไม่ได้ขาด จึงไม่น่าแปลกใจที่หาดป่าตองจะเป็นหาดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของภูเก็ต การเดินทาง หาดป่าตองอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 15 กิโลเมตร เดินทางโดยใช้ถนนวิชิตสงคราม 4020 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน 4029 จากนั้นเลี้ยวเข้าถนน 4233 ซึ่งเป็นถนนเลียบหาดป่าตอง จอดรถได้สะดวกสบายตลอดแนว หรือหากอยากเหมาเรือหางยาวไปเที่ยวหาดใกล้ๆ ก็พร้อมอำนวยความสะดวกได้อย่างครบครัน จุดเล่นเซิร์ฟอันน่าหลงใหลที่ “หาดกะตะ” หาดกะตะ เป็นหาดเล็กๆ อยู่ทางภูเก็ตตอนใต้ พื้นที่ชายหาดยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว และมีเกาะปูเป็นสัญลักษณ์อยู่ทางด้านหน้า หาดกะตะจะแบ่งออกเป็น 2 หาดคือ กะตะใหญ่ และ กะตะน้อย อยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร โดยมีแหลมหินคั่นกลาง เมื่อพูดถึงหาดกะตะโดยทั่วไปจะหมายถึงหาดกะตะใหญ่ หาดกะตะนั้นเป็นที่เลื่องลือในแง่งามความใสของน้ำทะเล มีแนวปะการังสวยยาวต่อเนื่องไปจนถึงเกาะปู และคลื่นลมพอเหมาะพอดีที่จะเปลี่ยนหาดแห่งนี้ให้เป็นเกาะสวรรค์ของผู้ที่รักการดำน้ำและเล่นเซิร์ฟ การเดินทาง จากตัวเมืองภูเก็ตใช้ถนน 4021 มาทางทิศใต้ เลี้ยวขวาที่วงเวียนเข้าถนน 4028 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยโคกโตนด ก่อนจะเลี้ยวขวาสั้นๆ เข้าถนนกะตะ และเลี้ยวซ้ายอีกครั้งเข้าซอยปากปางเลียบหาดกะตะ จอดรถได้สะดวกสบายตลอดแนว ชมแสงสุดท้ายที่ดีที่สุดที่ “แหลมกระทิง” แหลมกระทิง เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกสุดอันซีนอีกแห่งหนึ่งของภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต โดดเด่นด้วยก้อนหินไฮไลต์ที่มีลักษณะคล้ายเรือใบยอดแหลมชี้ขึ้นฟ้ายื่นออกไปทางทะเล สัญลักษณ์ของแหลมกระทิงที่ใครมาเห็นเป็นต้องถ่ายภาพ แม้ว่าการเดินทางจะค่อนข้างลำบาก แต่สุดท้ายแล้วเราจะได้ดื่มด่ำไปกับความสวยแบบลืมเหนื่อย เมื่อยามที่ได้นั่งรอชมพระอาทิตย์ตกน้ำบนลานหิน ได้ชมวิวทะเลแบบ 360 องศา วิวทุ่งหญ้าริมหน้าผา รับลมทะเลเย็นๆ ที่พัดผ่าน ได้ปล่อยใจปล่อยกาย คลอเคล้าไปกับเสียงกดชัตเตอร์ถ่ายภาพและผู้คน ก็ให้บรรยากาศที่อบอุ่นดีอยู่ไม่น้อย การเดินทาง เดินทางได้ 2 เส้นทางคือ จากบ้านกระทิง รีสอร์ต สามารถจอดรถได้ทั้งภายในและภายนอกรีสอร์ต จากนั้นเดินเลียบกำแพงรีสอร์ต ลัดเลาะชายหาดสลับโขดหินระยะทางประมาณ 800 เมตร (มีค่าผ่านทาง) และอีกหนึ่งเส้นทางคือ จากลานจอดรถผาหินดำ เส้นทางนี้นั่งรถโฟร์วีลไดรฟ์ไปยังจุดเดินเท้า จากนั้นเดินต่อประมาณ 20 นาที ระยะทางประมาณ 300…
Editor
9 July 2021
DestinationLifestyle

Destination:
เที่ยวสายลุยสไตล์แอดเวนเจอร์
กระตุ้นหัวใจให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง

การท่องเที่ยว ไม่ว่าแบบไหนก็ช่วยเติมหัวใจของนักเดินทางให้เต็มได้ทั้งนั้น ยิ่งในวันที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ในวันที่สถานการณ์รอบข้างไม่ค่อยเป็นใจ ออกไปมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ สักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงชอบที่จะพาตัวเองไปเผชิญหน้ากับความท้าทายและประสบการณ์แปลกใหม่จากการท่องเที่ยวสไตล์แอดเวนเจอร์ สมบุกสมบันไปกับธรรมชาติและกิจกรรมผจญภัยต่างๆ และวันนี้ Power จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเอาใจขาลุยให้ทดไว้ในใจกันก่อน โอกาสเหมาะเจาะเมื่อไรเก็บกระเป๋าออกไปลุยกันได้เลย ล่องแก่งลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก ล่องแก่ง กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยประจำหน้าฝนของเหล่านักท่องเที่ยวสายลุยผู้หลงใหลในความท้าทายที่มาพร้อมกับความชุ่มฉ่ำ และอีกหนึ่งสายน้ำที่พลาดไม่ได้ก็คือลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้รับการขนานนามว่าแล่นเรือยางล่องแก่งได้สนุกติดอันดับ 1 ใน 5 ของไทยเลยทีเดียว ลำน้ำเข็กเป็นลำน้ำขนาดกลาง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ช่วงที่เหมาะสมกับการล่องแก่งมีระยะทางรวม 8 กิโลเมตร ใช้เวลาในการล่องแก่งประมาณ 3 ชั่วโมง ถ้าไม่ใช่หน้าฝนลำน้ำเข็กจะใสสะอาดสามารถลงไปเล่นได้ ทว่าในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมเช่นนี้ ปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้น ไหลเชี่ยว มีระดับความรุนแรงแตะถึงระดับ 4 – 5 เหมาะแก่การล่องแก่งเป็นอย่างยิ่ง โดยระดับความแรงของกระแสน้ำจะเริ่มที่ระดับ 1 – 2 ก่อน ที่จุดปล่อยตัวบริเวณน้ำตกแก่งซอง จากนั้นจึงค่อยๆ ไล่ระดับไปถึง 3 – 4 หรือ 5 ก่อนที่จะลดดีกรีลงมาให้หายใจหายคอในช่วงท้าย ตลอดเส้นทางจะได้พบกับแก่งต่างระดับ คดเคี้ยวต่างๆ กันถึง 18 แก่ง เรียกว่าเก็บครบทุกรสชาติได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ข้อดีอีกอย่างของที่นี่คือลำน้ำอยู่ไม่ไกลจากถนน ไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงแบกเรือเข้าไป การเตรียมตัวจึงไม่ยุ่งยากมาก เพียงแต่เตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ สวมอุปกรณ์ป้องกัน และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำเรืออย่างเคร่งครัด สอบถามสภาพลำน้ำกับทางเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพิษณุโลก ที่ โทร. 0 5525 2742 – 43 ภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำปาด อากาศเย็นสบายตลอดปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 27 องศาเซลเซียส และเส้นทางขึ้นภูที่นี่ติด 1 ใน 5 ของเส้นทางพิชิตยอดเขาที่ยากที่สุดในเมืองไทย เมื่อออกสตาร์ตจากที่ทำการอุทยานไม่นานก็จะพบกับความงดงามของน้ำตกภูสอยดาว น้ำตกขนาดกลางที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นมีชื่อสุดไพเราะว่า ภูสอยดาว สกาวเดือน เหมือนฝัน กรรณิการ์ และสุภาภรณ์ ต่อด้วยน้ำตกสายทิพย์ น้ำตกขนาดเล็ก มี 7 ชั้น สภาพป่าโดยรอบน้ำตกมีความชุ่มชื้นมาก จึงมีมอสส์สีเขียวงามตาปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ และเมื่อผ่านด่านน้ำตกและเนินวัดใจต่างๆ ไปได้ก็จะพบกับลานสนสามใบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลานสนสามใบตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,633 เมตร สภาพพื้นที่เป็นเป็นป่าสนสามใบเนินสูงต่ำสลับกันไป อุดมสมบูรณ์ด้วยดอกไม้ป่ามากมายหลายชนิดขึ้นเป็นทิวสวยงามผลัดกันออกดอกหมุนเวียนไปตามช่วงฤดูกาล ที่ขึ้นชื่อมากคือ ดอกหงอนนาคสีม่วงอ่อน ที่ออกดอกในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน การเดินทางไปเที่ยวรวมถึงกางเต็นท์นอนที่ลานฯ ต้องเดินทางเท้าขึ้นไปเป็นระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4 – 6 ชั่วโมง อาจจะไกลหน่อยแต่วิวพระอาทิตย์ตกสุดสวยรอคุณอยู่ที่นั่น ในขณะที่ยามค่ำคืนท้องฟ้าก็ดารดาษด้วยแสงดาวราวกับจะสอยมาได้จริงๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนจองเข้าอุทยานฯ ล่วงหน้าได้ที่ โทร. 095 629 9528 หรือ https://www.facebook.com/phusoidao07/ Hanuman World Zipline จังหวัดภูเก็ต สำหรับสายแอดเวนเจอร์ขาลุย ต้องไม่พลาดกับกิจกรรมที่อาศัยความกล้าที่กำลังมาแรงอย่าง Zipline เด็ดขาด โดย Zipline…
Editor
25 June 2021
DestinationLifestyle

Destination:
ท่องไปในกาลเวลา
เที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ผ่านหน้าจอ

ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับกระแส “เที่ยวทิพย์” ในช่วงที่การเดินทางออกไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้สะดวกเช่นนี้ การอยู่กับบ้านแม้จะฟังดูน่าเบื่อ แต่มันมีส่วนสำคัญในการช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคระบาดได้ โชคยังดีที่ความก้าวหน้าของโลกทุกวันนี้ ยังพอมีช่องทางให้เราเที่ยวผ่านหน้าจอพอแก้เหงาได้ไม่ยาก จริงอยู่ที่การเที่ยวเสมือนจริงอาจทำให้เสน่ห์บางอย่างหล่นหายไป ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สายลม แสงแดด หรือแม้แต่ความเป็นไปของบรรดาผู้คนในสถานที่นั้นๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียไปทั้งหมด เพราะหลายครั้งการที่เราต้องเผชิญกับอุณหภูมิเกินต้าน ฝนที่เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ทำให้การถ่ายรูปสวยๆ กลายเป็นเรื่องยาก รวมไปถึงข้อจำกัดของการเข้าชมหลายๆ อย่าง วันนี้ Power จึงจะมาชวนทุกคนไปออกทริปย้อนเวลา ผ่านทางเว็บไซต์อุทยานประวัติศาสตร์เสมือนจริง (Virtual Historical Park) ที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราว ประวัติความเป็นมา ข้อมูลเชิงลึกต่างๆ พร้อมคำบรรยาย 5 ภาษาให้ได้ศึกษากันอย่างเต็มอิ่ม ในรูปแบบเสมือนจริงกับภาพ 360 องศา ที่รับรองว่าไม่สามารถสัมผัสได้จากที่ไหนนอกจากทางหน้าจอของคุณเองเท่านั้น อุทยานประวัติศาสตร์ หมายถึง บริเวณสถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี มีองค์ประกอบสำคัญหลักๆ ได้แก่ สถาปัตยกรรม ซากโบราณสถาน สภาพแวดล้อมของโบราณสถาน ตลอดจนการผสมผสานกันระหว่างการก่อสร้างของมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม โดยจะต้องมีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืน และสามารถที่จะรักษาสภาพอันเป็นของแท้และดั้งเดิมนั้นไว้ได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีอุทยานประวัติศาสตร์ในการดูแลของกรมศิลปากรทั้งสิ้น 11 แห่งทั่วประเทศ  โดยล่าสุดกรมศิลปากรได้ประกาศจัดตั้งปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว ขึ้นเป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ แห่งที่ 11 เมื่อปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา และจาก 11 แห่ง มีอุทยานฯ 4 แห่ง ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ที่เราจะไปทำความรู้จักกันในวันนี้ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัย ราชธานีเก่าซึ่งมีอำนาจอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18–19 แห่งนี้ มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม กำแพงเมืองกว้างประมาณ 1,600 เมตร ยาวประมาณ 1,800 เมตร มีโบราณสถานสำคัญตั้งอยู่กลางเมืองและกระจายตัวทั่วทั้งเมือง นอกจากนี้ยังพบโบราณสถานน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วไปภายนอกกำแพงเมืองทั้งสี่ทิศรวมแล้วมากกว่า 200 แห่งอีกด้วย โบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ มณฑปวัดศรีชุม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปมารวิชัยขนาดใหญ่อันงดงามอ่อนช้อยตามพุทธศิลป์แบบสุโขทัย วัดมหาธาตุ วัดหลวงและสุสานหลวงประจำเมือง ประกอบด้วยเจดีย์ประธาน วิหาร มณฑป โบสถ์ และเจดีย์รายจำนวนมากถึง 200 องค์ วัดช้างล้อม ตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง สถานที่พบศิลาจารึกหลักที่ 106 อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย อีกหนึ่งอุทยานประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสุโขทัยแห่งนี้ เป็นแหล่งค้นพบทางโบราณคดีสำคัญถึงการเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีการอาศัยต่อเนื่องและพัฒนามาเป็นชุมชนร่วมสมัยทวารวดี ต่อมาได้มีการย้ายศูนย์กลางของเมืองมาทางด้านทิศเหนือ และเรียกชื่อเมืองว่า “ศรีสัชนาลัย” โดยดำรงสถานะเป็นเมืองลูกหลวงที่มีความสำคัญควบคู่กันมากับเมืองสุโขทัยนั่นเอง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เนื่องจากหลักฐานที่ปรากฏ แสดงให้เห็นถึงผลงานทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น นับเป็นตัวแทนของศิลปกรรมไทยยุคแรก และเป็นต้นกำเนิดของการสร้างประเทศ โบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ วัดเจดีย์เจ็ดแถว ภายในวัดมีเจดีย์ทรงต่างๆ มากถึง 33 องค์ วางตัวอย่างเป็นระเบียบแบบแผนตามคติจักรวาล สันนิษฐานได้ว่าเป็นสุสานหลวง หรือสถานที่บรรจุอัฐิของพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์สุโขทัย วัดนางพญา กับวิหารประธานที่มีผิวปูนฉาบประดับลายปูนปั้น อันเป็นแรงบันดาลใจให้ช่างฝีมือท้องถิ่นนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นลวดลายเครื่องประดับเงินและทองที่รู้จักกันในนาม “ทองโบราณศรีสัชนาลัย” วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง (วัดพระบรมธาตุเมืองเชลียงหรือวัดพระปรางค์) ปรางค์ประธานขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ด้านหน้าองค์ปรางค์มีวิหาร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ถัดไปทางด้านขวามีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาที่มีลักษณะอ่อนช้อยงดงามมาก จนนักประวัติศาสตร์ศิลปะยกย่องให้เป็นมาสเตอร์พีซเทียบเท่าประติมากรรมของ Donatello ศิลปินแห่งยุค Renaissance เลยทีเดียว อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ที่มีอายุยืนยาวถึง 417 ปี มีโบราณสถานมากมาย ทั้งพระราชวังโบราณ…
Editor
14 May 2021
DestinationLifestyle

Destination:
Family Trip เที่ยวคูลๆ ในวันครอบครัว

เมษายนอาจจะถือได้ว่าเป็นเดือนแห่งการพักผ่อน ด้วยความที่มีวันหยุดติดกันหลายวัน หลายคนจึงเลือกที่จะจัดทริปไปเที่ยวไกลๆ ในขณะที่อีกหลายคนก็ใช้โอกาสนี้ในการกลับไปเยี่ยมบ้าน ทำให้พ่อ แม่ พี่ น้อง และญาติๆ ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในเดือนที่ร้อนที่สุดของปี ว่าแล้วก็ต้องหากิจกรรมคลายร้อนกันสักหน่อย อย่างในวันที่ 13 เมษายน นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ของไทยแล้ว ก็ยังเป็นวันผู้สูงอายุอีกด้วย เด็กๆ หลังจากสนุกสนานกับการเล่นน้ำก็จะมารดน้ำขอพรผู้ใหญ่กัน พอวันรุ่งขึ้น 14 เมษายน ก็เป็นวันครอบครัวต่อเนื่องกันมา ทำให้ทั้งครอบครัวนิยมพากันไปหาของกินอร่อยๆ ไปเที่ยวตามที่ต่างๆ Power เลยจะมาแนะนำจุดหมายปลายทางสำหรับทริปครอบครัว ตลอดจนกิจกรรมที่น่าสนใจที่จะช่วยลดดีกรีความร้อนของเดือนเมษาฯ ลง ให้เหลือแค่ “อบอุ่น” กำลังดี สิริมหรรณพ กรุงเทพมหานคร ห้องอาหารและบาร์ที่ลอยโดดเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ สร้างขึ้นโดยมี “เรือทูลกระหม่อม” เรือใบสามเสาคล้ายเรือสําเภาซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเป็นต้นแบบ โดยถือเป็นเรือประวัติศาสตร์ที่ทำหน้าที่เชื่อมสยามกับโลกตะวันตก ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดําริเรื่องการเปิดการค้าเสรี การทำสนธิสัญญาเบาว์ริง และการเดินเรือกับอังกฤษ กระทั่งในเวลาต่อมาเมื่อถึงคราวจำเป็น เรือทูลกระหม่อมก็ได้เปลี่ยนหน้าที่จากเรือสินค้าไปเป็นเรือรบประจำการป้องกันปากน้ำเจ้าพระยา ก่อนจะถูกปลดระวางในฐานะเรือรบใช้ใบลําสุดท้ายของกองทัพเรือ สิริมหรรณพ พร้อมพาคุณและครอบครัวไปสัมผัสกับประสบการณ์พิเศษ ด้วยอาหารและเครื่องดื่มมากมายทั้งไทยและยุโรป ท่ามกลางบรรยากาศแห่งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ณ ท่าเรือของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ท่าเรือขนส่งระหว่างประเทศแห่งแรก อดีตย่านอุตสาหกรรมที่ยังคงความมีชีวิตชีวาไม่เสื่อมคลาย โดยไฮไลต์อยู่ที่บริเวณชั้นดาดฟ้าของเรือ (Upper Deck) ที่รายล้อมไปด้วยทัศนียภาพธรรมชาติอันงดงามและความฉ่ำเย็นของสายน้ำแห่งแผ่นดิน สถาปัตยกรรมสะพานแบบอสมมาตรที่สูงเป็นอันดับ 5 ของโลกของสะพานพระราม 3 ตลอดจนเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตริมฝั่งเจ้าพระยา พอถึงกลางคืนก็ได้เวลาเปลี่ยนบรรยากาศไปสู่การดื่มด่ำแสงไฟแห่งกรุงเทพมหานคร ที่ส่องสว่างตัดกับท้องฟ้าและผืนน้ำอันมืดมิด การเดินทางสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเชื่อมต่อสถานีสะพานตากสิน ทางออก 2 แล้วต่อ Shuttle Boat ของโครงการ (ให้บริการเวลา 16.00 น. - 23.30 น.) หรือเรือด่วนเจ้าพระยาธงสีส้ม ลงที่ท่าเรือวัดราชสิงขร จากนั้นเดินต่อมาทางถนนเจริญกรุงอีกประมาณ 500 เมตร สำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถส่วนตัวก็มีที่จอดรถบริการอำนวยความสะดวก เนื่องด้วยดาดฟ้าของเรือสิริมหรรณพสามารถรองรับได้ประมาณ 100 คน ฉะนั้นควรทำการจองก่อนล่วงหน้า โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและทำการจองได้ที่ โทรศัพท์ 0 2059 5999 เว็บไซต์ https://www.asiatiquethailand.com/th/home และ เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/sirimahannop/ สงกรานต์ไทยรามัญ นนทบุรี วันสงกรานต์ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยรามัญเช่นเดียวกัน โดยจะมีการทำบุญ รักษาศีล และเฉลิมฉลองต้อนรับศกใหม่อย่างยิ่งใหญ่ อย่างงานประจำปีที่เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จะมีการทำบุญสำคัญ 3 วันด้วยกัน เริ่มตั้งแต่วันก่อนสงกรานต์กับประเพณีส่งขนมกะละแม ซึ่งจะต้องเตรียมการล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นขนมที่ต้องใช้เวลาและแรงงานค่อนข้างมากในการทำ ต่อมาในวันสงกรานต์ ชาวบ้านจะเตรียมข้าวแช่ หรือ เปิงด้าจก์ อาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของชาวไทยรามัญ เอกลักษณ์ประจำหน้าร้อนที่ขาดไม่ได้ ไปทำบุญที่วัด โดยในระหว่างวันก็จะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น ก่อเจดีย์ทราย การละเล่นสะบ้า สรงน้ำพระ ให้ได้สนุกสนานกัน พอหลังวันสงกรานต์ ก็จะมีการแห่น้ำหวานมาบรรจุขวดไปถวายพระตามวัดต่างๆ อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด สงกรานต์ของชาวไทยรามัญนั้นก็ยังคงเสน่ห์เอาไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย การไปสัมผัสวัฒนธรรมแท้ๆ ถึงเกาะเกร็ดนั้น เรียกได้ว่าเป็นทริปที่เหมาะสำหรับครอบครัวในวันหยุดนี้เป็นอย่างยิ่ง ทุกคนจะได้ชิมอาหารคาวหวานขึ้นชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวแช่ กาละแม ข้าวเหนียวแดงหรือข้าวเหนียวแก้ว ได้ทำบุญสรงน้ำพระให้เย็นไปถึงใจ รวมไปถึงได้เที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวเกาะเกร็ดในบรรยากาศแห่งความคึกคักของวันขึ้นปีใหม่ที่ทำให้คลายร้อนลงไปได้เยอะเลย กุหลาบขาวบาน บนลานร่องกล้า พิษณุโลก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อำเภอนครไทย…
Editor
12 April 2021
DestinationLifestyle

Destination:
พาเที่ยวเทศกาลตรุษจีน
พักผ่อนหย่อนใจ ไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล

ตรุษจีน หรือเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวจีนนั้น เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานผ่านกาลเวลานับพันปี ตามธรรมเนียมโบราณจะมีพิธีกรรมที่ปฏิบัติเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเวลานี้หลายวันด้วยกัน แต่ที่คนไทยเรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ ‘วันจ่าย’ วันที่ไปจับจ่ายซื้อข้าวของเครื่องใช้ในเทศกาล ซึ่งจะเริ่มก่อนวันตรุษจีน 2 วัน ถัดมาเป็น ‘วันไหว้’ ถือเป็นวันส่งท้ายปีที่ครอบครัวจะกลับมารวมตัวกันพร้อมหน้า รับประทานอาหารร่วมกัน รวมไปถึงกิจกรรมที่หลายคนรอคอยอย่างการแจกอั่งเปาหรือแต๊ะเอีย จนกระทั่งเมื่อวันใหม่ใกล้เข้ามา ชาวจีนจะนิยมอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพื่อรอรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่จะมาถึงในวันขึ้นปีใหม่ หรือ ‘วันเที่ยว’ นั่นเอง วันเที่ยว เป็นวันที่ทุกคนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีมงคล เดินสายไปสวัสดีปีใหม่ญาติผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลังจากนั้นก็พากันตระเวนไหว้พระทำบุญ ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ต่างๆ โดยวันตรุษจีนปีนี้ ตรงกับวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ หลายคนแพลนเที่ยวล่วงหน้าไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่มีไอเดียก็ไม่เป็นไร เพราะ Power จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เดินทางไปไม่ยาก ให้ได้เลือกสัมผัสบรรยากาศและกลิ่นอายแบบจีนในวันหยุดที่จะถึงนี้ วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพมหานคร วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวัดจีนที่เก่าแก่และเป็นที่รู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ชาวไทยเชื้อสายจีนตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมไปสักการะขอพรกันตลอดทั้งปีโดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องสะเดาะเคราะห์ปีชง เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานของ ไท่ส่วยเอี๊ย เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา ไฉ่สิ่งเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ และเทพเจ้าตามความเชื่ออื่นๆ อีกหลายองค์ แม้ว่าวัดมังกรกมลาวาสจะดูแคบ ทว่าด้านในนั้นกว้างขวางกว่าที่เห็นจากทางเข้าพอสมควร นอกจากพื้นที่ที่โปร่งสบายแล้ว เรื่องผังโครงสร้างและสถาปัตยกรรมก็ยังงดงามตามคติแบบวัดหลวงของจีนอีกด้วย เมื่อเข้าไปจะพบกับวิหารท้าวจตุโลกบาล เทพเจ้าที่คอยปกปักษ์รักษาคุ้มครองทิศทั้งสี่ ถัดไปเป็นพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานของวัดด้วยกัน 3 องค์ ได้แก่ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ และพระไภษัชยคุรุพุทธะ พร้อมด้วย 18 อรหันต์ จากนั้นบริเวณด้านข้างและด้านหลังจะเป็นส่วนของพระวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณที่ผสมผสานศิลปะทั้งแบบไทยและจีนให้ศึกษาและชื่นชมอีกมากมาย การเดินทางไปยังวัดมังกรกมลาวาสสามารถใช้บริการรถไฟฟ้า MRT สถานีวัดมังกร ทางออกหมายเลข 3 จากนั้นเดินต่ออีกไม่ไกล ในขณะที่การเดินทางด้วยรถส่วนตัวอาจจะต้องใช้บริการที่จอดรถในบริเวณใกล้เคียงอย่างอาคารพิชัยญาติ วัดคณิกาผล หรือมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Wat.Mangkonkamalawat.Temple ล้ง 1919 กรุงเทพมหานคร สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่เดิมเป็นท่าเรือของพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น) ต้นตระกูลพิศาลบุตร ลูกหลานของชาวจีนโพ้นทะเลที่ได้มาอาศัยร่มพระบรมโพธิสมภารตั้งรกรากบนแผ่นดินสยาม โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2393 มีชื่อว่า “ฮวยจุ่งล้ง” ซึ่งมีความหมายว่า ท่าเรือกลไฟ เนื่องจากเป็นจุดรับส่งสินค้าทางเรือทั้งจากมลายู สิงคโปร์ และจีน ต่อมารับช่วงต่อโดยตระกูลหวั่งหลี ซึ่งได้ทำการปรับพื้นที่ให้กลายเป็นโกดังเก็บสินค้า อาคารสำนักงาน และที่พักอาศัย โดยมีศาลเจ้าแม่หม่าโจ้วประดิษฐานเคียงคู่ตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงปัจจุบัน ปลายปี พ.ศ. 2559 ตระกูลหวั่งหลีมีโครงการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสุนทรียศาสตร์แบบจีน จึงได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ บูรณะส่วนต่างๆ ทั้งบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นโกดังสินค้า อาคารไม้เก่าแก่ ตลอดจนภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ ด้วยวิธีการดั้งเดิมเพื่อคงไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมให้ได้มากที่สุด จากนั้นจึงเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนที่ฟื้นคืน ราวกับอัญมณีที่ตื่นขึ้นจากการหลับไหลอันยาวนานอีกครั้ง ล้ง 1919 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. โดยนักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมแบบจีนดั้งเดิมศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ความสัมพันธ์ไทย-จีน แกลเลอรีแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย ร้านอาหาร มุมพักผ่อนหย่อนใจให้ถ่ายรูปเก๋ๆ รวมไปถึงการได้สักการะศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว พร้อมทั้งไฉ่สิ่งเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้ง 3 ปาง ตัวแทนสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของคน 3 วัย วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา อีกด้วย การเดินทางมายัง ล้ง 1919 สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีกรุงธนบุรี…
Editor
5 February 2021
DestinationLifestyle

Destination:
เพลิดเพลินไปกับวิวนอกหน้าต่างจากทั่วโลก

การกักตัวในสถานการณ์โควิด-19 ยังคงดำเนินต่อไป หลายคนกลับมา Work From Home และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับบ้านอีกครั้ง แม้จะปรับตัวได้มากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความน่าเบื่อมันช่างน่าเบื่อจริงๆ นั่นจึงทำให้ Sonali Ranjit และ Vaishnav Balasubramaniam คู่สามีภรรยาครีเอทีฟของบริษัทเอเจนซี่แห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ผุดไอเดียสุดสร้างสรรค์ หลีกหนีความจำเจของวิวนอกหน้าต่างอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของตัวเอง ทำให้ความรู้สึกในแต่ละวันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป Sonali Ranjit และ Vaishnav Balasubramaniam ได้สร้างสถานที่หนึ่งบนอินเทอร์เน็ต ที่สามารถมองผ่านหน้าต่างของคนอื่นๆ ในโลกได้ โดยหวังจะช่วยลดความหดหู่ที่เกิดขึ้นระหว่างล็อกดาวน์ เพราะต้องยอมรับว่าอีกสักพักเลยกว่าที่จะสามารถออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ แล้วตื่นเช้าขึ้นมาเจอวิวนอกหน้าต่างใหม่ๆ ได้ และเมื่อทั้งคู่แชร์ไอเดียนี้ออกไป ต่างก็มีคนแปลกหน้ามากมายจากทั่วโลก หยิบยื่นวิวจากหน้าต่างบ้านตัวเองนำมาแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ช่วยเยียวยาความรู้สึกของผู้คน ก่อนที่จะมีโอกาสได้ออกไปสำรวจโลกอันน่าตื่นตาตื่นใจใบนี้อีกครั้งมาร่วมสัมผัสความรู้สึกแปลกใหม่ของบานหน้าต่างสุดสร้างสรรค์นี้ ได้ที่ www.window-swap.com/ ที่ที่จะทำให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศทั้งภาพและเสียงของธรรมชาติ เมือง ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในแบบต่างๆ ใครจะคิดว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง การจราจรคับคั่งในนิวยอร์ก ผู้คนที่จอแจในมุมไบ ฝนปรอยในลอนดอน หรือแม้แต่ทะเลทรายในแอริโซนา จะน่าดูชมและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้คุณเองก็สามารถแบ่งปันวิวหน้าต่างของตัวเองได้เช่นกัน เพียงตั้งกล้องถ่ายวิดีโอวิวนอกหน้าต่างบ้านของคุณในแนวนอน ที่ความละเอียดสูง ความยาว 10 นาที ระวังอย่าให้กล้องขยับมากเกินไป และที่สำคัญขอให้ติดส่วนใดส่วนหนึ่งของบานหน้าต่างเข้าไปด้วย ตั้งชื่อวิดีโอเป็นชื่อต้นของคุณก็เพียงพอแล้ว พร้อมระบุว่าจากที่ไหนในโลก จากนั้นก็กดอัปโหลดได้เลย แล้วคุณจะพบว่าวิวหน้าต่างที่อาจเคยน่าเบื่อบานนั้น ก็สามารถช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจที่กำลังห่อเหี่ยวของคุณได้  อย่างที่คุณอาจไม่เคยคิดมาก่อนขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.window-swap.com
Editor
21 January 2021
DestinationLifestyle

Destination:
สักการะพระบรมสารีริกธาตุทั่วไทย
ไหว้พระขอพรรับปีใหม่เสริมสิริมงคล

เมื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะชาวพุทธมักจะพากันไปไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตกันตั้งแต่ต้นปี ด้วยเชื่อว่าการเริ่มต้นด้วยสิ่งดีๆ จะทำให้ตลอดทั้งปีนั้นมีแต่ความราบรื่น สุขกายสบายใจ และหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนต่างให้ความศรัทธา ด้วยมีบทบาททางสังคมและวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน นั่นก็คือ “พระบรมสารีริกธาตุ” ในพระธาตุเจดีย์ ที่ประดิษฐานอยู่ตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศนั่นเอง Power จึงขอหยิบยกบางส่วนมาให้นักเดินทางสายบุญได้ทำความรู้จักและปักหมุดไว้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตในปีใหม่นี้ พระบรมสารีริกธาตุ หรือ กระดูกของพระพุทธเจ้า ถือเป็นวัตถุวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่อย่างสำคัญในทุกๆ ดินแดนที่นับถือพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นดั่งตัวแทนทางด้านกายภาพของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยเองก็มีเรื่องเล่าขาน ตำนาน และความเชื่อ เกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และถึงแม้ว่าจะมีสถานะเป็นสิ่งสูงค่าที่ต้องเก็บรักษาอย่างดี แต่ก็สามารถหาโอกาสไปทำการสักการะได้ไม่ยาก เนื่องจากส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ในพระธาตุเจดีย์ของวัดต่างๆ พร้อมเปิดรับผู้ศรัทธาและนักท่องเที่ยวเสมอ ซึ่งนอกจากจะได้อิ่มอกอิ่มใจจากการกราบไหว้สักการะ ได้ร่วมทำบุญทำกุศลต่างๆ กับทางวัดแล้ว ยังได้เรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะอันงดงาม อีกทั้งยังเพลิดเพลินไปกับสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียงได้อีกด้วย พระธาตุช่อแฮ วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ปูชนียสถานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่มาตั้งแต่สมัยโบราณ มีตำนานเล่าขานที่กล่าวถึงการสร้างพระธาตุต่างกันไป โดยหลักฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดนั้นเกี่ยวข้องกับพระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1879 – 1881 ตั้งแต่สมัยที่ พระมหาธรรมราชา (ลิไท) ยังเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย พระองค์โปรดให้สร้างสถานที่สำคัญทางศาสนาต่างๆ ตามที่ปรากฏในพุทธประวัติ เมืองแพร่เป็นหนึ่งในนั้น โดยได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุแก่ขุนลัวะอ้ายก้อม ทรงมอบหมายให้หาสถานที่สร้างพระธาตุแล้วนำไปบรรจุไว้ นับตั้งแต่นั้นจึงกลายเป็นธรรมเนียมที่เจ้าครองเมืองแพร่จะต้องให้ความสำคัญกับพระธาตุและบูรณปฏิสังขรณ์ให้งดงามเรื่อยมา พระธาตุช่อแฮ มีความหมายว่า เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายและพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและประดับบูชาด้วยผ้าแพรอย่างดี โดยทุกๆ ปีจะมีประเพณีการไหว้พระธาตุ งานจะเริ่มขึ้นในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 เหนือ เดือน 4 ใต้ (ตรงกับเดือนมีนาคม)  ถือเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัด เชื่อกันว่า อานิสงส์ของการนำผ้าแพรสามสีไปถวาย จะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรู พลังบารมีจะดลบันดาลให้มีชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนั้นตามคติความเชื่อของชาวล้านนา พระธาตุช่อแฮ ยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีขาลอีกด้วย สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงอื่นๆ – ศูนย์การเรียนรู้ผ้าจกเมืองลองและการย้อมสีธรรมชาติ / พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง / พิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน โรงเรียนสองพิทยาคม / แพะเมืองผี / แก่งเสือเต้น อุทยานแห่งชาติแม่ยม พระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม “อุรังคนิทาน” ตำนานที่บอกเล่าเรื่องราวการสร้างพระธาตุต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยได้กล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าและพระอานนท์ได้เสด็จมายังบริเวณแม่น้ำโขงตามพุทธประเพณี ซึ่งในเวลาต่อมาบริเวณดังกล่าวได้เกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง โดยระหว่างนั้นพระองค์ได้โปรดรับสั่งไว้ล่วงหน้าว่า หลังจากเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เหล่าพระอรหันต์จะนำเอาพระอุรังคธาตุ หรือ กระดูกหน้าอก มาประดิษฐานไว้ที่ “ภูกำพร้า” ริมแม่น้ำโขง  อันเป็นที่ตั้งของพระธาตุพนมในปัจจุบันนี้ เพื่อให้เหล่าเทวดาและชาวเมืองทั้งหลายได้กระทำการสักการบูชาเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตสืบไป พระธาตุพนมเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีวอก ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดแห่งเดียวตามคติความเชื่อของชาวล้านนาที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่ราบสูงของไทย และยังเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์อีกด้วย เนื่องมาจากพระพุทธเจ้าทรงประกาศว่า ทั่วบริเวณนี้จะเป็นที่สืบทอดพระพุทธศาสนา โดยมีพื้นที่ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้น เหมือนกับที่วันอาทิตย์เป็นวันเริ่มต้นของสัปดาห์นั่นเอง นอกจากนั้น มีความเชื่อสืบต่อกันว่า หากใครมานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง จะถือได้ว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” อันมีอานิสงส์ผลบุญเสริมมงคลเพิ่มพูนบารมีให้ผู้คนเคารพนับถือ เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตยิ่งนัก โดยเทศกาลนมัสการพระธาตุนั้นจะจัดขึ้นตั้งแต่วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 จนถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ในปีนี้ ตรงกับวันที่ 21 – 29 มกราคม 2564 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงอื่นๆ – หาดแห่ ทะเลอีสาน / ต้นไม้ยักษ์…
Editor
5 January 2021
DestinationLifestyle

Destination:
Culture, Art & Crafts
Arts of the Kingdom

“ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อนและฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขาได้มีโอกาสฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็น” พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2532 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรวบรวมผลงานศิลปะชั้นสูงของแผ่นดินจากฝีมือของช่างสถาบันสิริกิติ์ ลูกหลานชาวนา ชาวไร่ ทั้งผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้เทคนิคโบราณขั้นสูงตั้งแต่สมัยอยุธยา และผลงานที่สร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคที่คิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาจัดแสดงในฐานะสมบัติของชาติ อันเป็น “ศิลป์แผ่นดิน” ที่ควรไปชมให้ได้สักครั้งในชีวิต โดยผลงานเหล่านี้เคยเปิดให้เข้าชมท่ามกลางสถาปัตยกรรมและภาพเขียนเฟรสโกแบบยุโรปของพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ต่อมาภายหลังจากที่พระที่นั่งฯ ปิดปรับปรุงตั้งแต่เดือนตุลาคม พุทธศักราช 2560 จึงได้ย้ายไปจัดแสดงยัง พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดหมายปลายทางที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ออกไปเพียงไม่กี่นาที พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน จัดแสดงผลงานประณีตศิลป์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น งานถมทองถมเงิน งานคร่ำเงินคร่ำทอง งานเครื่องเงินเครื่องทอง งานจักสานย่านลิเภา/งานจักสานไม้ไผ่ลายขิด งานแกะสลักไม้ งานลงยาสี งานผ้าปัก งานทอผ้าไหม และงานหัตถกรรมที่ผสมผสานหลายเทคนิค เช่น งานไม้แกะสลักตัวละครในวรรณคดี/รูปตัวสัตว์ต่างๆ ตกแต่งปีกแมลงทับ งานเครื่องเงินตกแต่งแผ่นสานลิเภาสอดปีกแมลงทับ เป็นต้น รวมไปถึง “ผลงานชิ้นเอก” จากห้องนิทรรศการใหญ่ มาสเตอร์พีซที่ต้องอาศัยช่างฝีมือหลายสาขาจำนวนมาก บางชิ้นมากกว่า 100 คน และใช้เวลาในการสร้างสรรค์หลายปีด้วยกันกว่าจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้เราได้หยิบยกผลงานบางส่วนมาแนะนำให้รู้จักกันก่อนที่จะไปสัมผัสกับความงดงามแบบเต็มๆ ด้วยตัวเอง เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์จำลอง เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์จำลององค์นี้ สร้างจำลองมาจากเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ในรัชกาลที่ 1 มีลำเรือเป็นถมทอง ศีรษะหงส์เป็นทองคำสลักดุนลงยา ตาและเขี้ยวประดับเพชร ทรงพู่ห้อยพุ่มทองคำระย้าประดับเพชร เคราหรือพรายหางเป็นทองคำ กลางลำเรือทอดบุษบกพิมานทองคำลงยาประดับเพชร ขนาบด้วยฉัตรปรุทอง 7 ชั้น และ 5 ชั้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ม่านบุษบกประดิษฐ์ด้วยห่วงทองคำถักร้อยเป็นลายแก้วชิงดวง ท้ายเกรินปักธงฉลุทองคำลงยาอย่างประณีต ผลงานนี้ใช้เวลาในการจัดทำ 2 ปี 9 เดือน โดยช่างฝีมือสถาบันสิริกิติ์จำนวน 108 คน จัดทำเนื่องในโอกาสมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พุทธศักราช 2549 และในโอกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พุทธศักราช 2550 บุษบกมาลา บุษบกหรือซุ้มยอด คือ เครื่องยอดขนาดเล็ก มีหลังคาซ้อนชั้นเป็นยอดแหลม มีบันแถลงเป็นเครื่องประดับ เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ บุษบกองค์ใหญ่เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ทรงใช้เสด็จออกว่าราชการ หากเป็นบุษบกองค์เล็กใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป โดยบุษบกที่มีเกรินประกอบทั้งซ้ายและขวาจะเรียกว่าบุษบกมาลา ซึ่งบุษบกมาลานี้จำลองแบบจากพระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง ใช้หลากหลายเทคนิคในการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานเครื่องเงินเครื่องทอง คร่ำ ถมทอง ลงยาสี แกะสลักไม้ และตกแต่งปีกแมลงทับ บุษบกมาลา จัดทำเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2547 ใช้เวลาในการสร้างสรรค์…
Editor
11 December 2020
DestinationHighlightLifestyle

Destination:
Phuket
Cultural Appreciation

ภูเก็ต เกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จุดหมายปลายทางสำคัญในการท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ทั้งของชาวไทยและชาวต่างชาติ จากมนตร์เสน่ห์แห่งธรรมชาติอันงดงาม ขึ้นชื่อในเรื่องทะเลสวยน้ำใส เต็มไปด้วยจุดชมวิวพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่หลายคนใฝ่ฝันว่าต้องไปสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต นอกจากนั้นยังเป็นเมืองเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดดเด่นในเรื่องของวัฒนธรรมผสม ทั้งอาหารการกิน ความเชื่อความศรัทธาสถาปัตยกรรม ตึกรามบ้านช่อง ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คน ที่ยังคงความมีชีวิตชีวา พร้อมให้เราเข้าไปสำรวจเพื่อเก็บเกี่ยวความประทับใจกลับมาเสมอ การเดินทางเข้า-ออกจังหวัดภูเก็ตนอกจากทางเรือแล้ว สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ผ่านทางบ้านท่านุ่น จังหวัดพังงา ไปยังบ้านท่าฉัตรไชย จังหวัดภูเก็ต โดยข้ามสะพานที่มีความยาว 660 เมตร นั่นคือสะพานท้าวเทพกระษัตรีและสะพานท้าวศรีสุนทร ในขณะที่สะพานสารสินเดิม ได้ทำการปรับปรุงให้เป็นสะพานคนเดินและหอชมวิว ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง นอกจากนั้นยังสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินไปลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ที่ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะได้อีกด้วย และถึงแม้ว่าภูเก็ตจะเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็มีสถานะเป็นจังหวัดที่เกือบจะเล็กที่สุดของประเทศไทย มีเพียงจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้นที่มีพื้นที่น้อยกว่า ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวภายในจังหวัดด้วยรถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน หรือแม้แต่เดินเท้า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่ยาก Lost in History ประวัติศาสตร์ของเมืองภูเก็ตนั้นมีมาอย่างยาวนาน โดยหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดคือการปรากฏอยู่ในหนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่เดินเรือของทอเลมี (Ptolemy) ตั้งแต่ราว พ.ศ. 700 ที่กล่าวถึงการเดินทางจากแหลมสุวรรณภูมิลงมาจนถึงแหลมมลายู รวมไปถึงตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่บริเวณทะเลอันดามันนั้น ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นที่รู้จักของนักเดินเรือที่ใช้เส้นทางระหว่างจีนกับอินเดียผ่านทางคาบสมุทรมลายูเสมอมา โดยเฉพาะสมัยจักรวรรดินิยม ที่ชาติตะวันตกทำการออกเดินเรือสำรวจโลกใหม่ เพื่อแสวงหาความรู้ กระทั่งนำไปสู่ผลประโยชน์จากการขยายอาณานิคม เราจึงสามารถพบเห็นร่องรอยของอารยธรรมตะวันตกได้ตามเส้นทางผ่าน อย่างมะละกา ปีนัง สิงคโปร์ รวมถึงภูเก็ตได้จวบจนทุกวันนี้ ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางทางการค้านานาชนิด ทั้งแร่ดีบุก อำพันทอง และไข่มุก ทำให้มีชาวต่างชาติเดินทางเข้า-ออกภูเก็ตมากมาย เกิดการแลกเปลี่ยนทางศิลปวิทยาการและวัฒนธรรมหลายอย่าง โดยเฉพาะชาวโปรตุเกสที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและได้สร้างอาคารบ้านเรือนแบบยุโรปขึ้น ทว่าช่างที่ทำการก่อสร้างส่วนใหญ่นั้นเป็นช่างชาวจีน ทำให้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ เนื่องจากมีการตกแต่งลวดลายตามคติความเชื่อของจีนผสมผสานเข้าไป เกิดเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า สถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส (Sino-Portuguese Architecture) ซึ่งสามารถหาชมได้อย่างจุใจที่ย่านเมืองเก่า หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ของเมืองภูเก็ต ย่านเมืองเก่าภูเก็ต สามารถนั่งชัตเทิลบัสจากสนามบินมาถึงได้เลย การชมสถาปัตยกรรมแนะนำให้ไปที่บริเวณถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนเยาวราช ถนนกระบี่ และซอยรมณีย์ เนื่องจากมีอาคารบ้านเรือนสไตล์ชิโนโปรตุกีสเรียงรายอยู่อย่างหนาแน่นเป็นพิเศษกว่าที่อื่น โดยที่ยังเป็นบ้านหรืออาคารที่มีชีวิต มีคนอาศัยและประกอบกิจการต่างๆ อยู่จริง สำหรับผู้ที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถที่จะจอดรถริมถนนและเดินเท้าชมเมือง ถ่ายรูปชิลๆ ได้เลย เอกลักษณ์อันโดดเด่นอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส ก็คือซุ้มโค้งเหนือทางเดินที่มีอยู่หน้าบ้านทุกบ้าน ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า “อาเขด (Arcade)” หรือ “หง่อคาขี่” ในภาษาจีนฮกเกี้ยน มีความหมายว่า ทางเดินกว้าง 5 ศอก (ราว 1.50 – 2.50 เมตร) ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดในการสร้างอาคารในประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2365 กำหนดโดย เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ จากประเทศเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ก่อนจะแพร่หลายไปยังมาเลเซียรวมถึงหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย หง่อคาขี่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการออกแบบเชิงฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ เป็นอย่างมาก เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีฝนชุกตลอดทั้งปี ชายคาเหนือทางเดินกว้าง 5 ศอก จึงช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมาได้มีที่หลบแดดหลบฝนนั่นเอง ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความร่วมมือกันของเจ้าบ้านที่สละพื้นที่หน้าบ้านตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอีกด้วย นอกจากสถาปัตยกรรมที่เปี่ยมด้วยความหมายและคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว ย่านเมืองเก่าภูเก็ตก็ยังเต็มไปด้วยร้านอาหารรสเลิศ ร้านกาแฟหลากสไตล์ ร้านขายของที่ระลึก และสตรีตอาร์ต ให้ได้เพลิดเพลินตลอดสองข้างทางไม่มีเบื่อ Rawai Vibe จากย่านเมืองเก่าสู่ทะเลในเวลาครึ่งชั่วโมง เมื่อมุ่งหน้าลงใต้ไปยังราไวย์ บริเวณที่เต็มไปด้วยหาดสวยขึ้นชื่อทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต สถานที่ที่ครบครัน ทั้งธรรมชาติ ความสะดวกสบายของสาธารณูปโภค อาหารทะเลสดๆ ในราคาย่อมเยา รวมไปถึงจุดชมวิวที่รอให้คุณไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแสนสวยงาม สำหรับสถานที่แนะนำเมื่อไปถึงราไวย์ มีดังนี้ • หาดในหาน ชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย ประจำปี 2019*…
Editor
11 November 2020
DestinationHighlightLifestyle

Destination:
Bangkok Art Biennale 2020
Escape Routes

BANGKOK ART BIENNALE 2020 ESCAPE ROUTES การกลับมาเป็นครั้งที่สองของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งกรุงเทพมหานคร ไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่สร้างสิ่งสวยงามจรรโลงใจ หรือเป็นสื่อกลางที่แสดงให้คนทั่วไปรับรู้ได้ถึงความรู้สึก ความคิด และจินตนาการของผู้สร้างเท่านั้น แต่ “ศิลปะ” ยังสามารถที่จะส่งต่อพลัง จุดประกายความหวัง และประคับประคองหัวใจให้กันและกันได้อีกด้วย โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกคนต่างเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่คาดไม่ถึงมากมาย ท่ามกลางชีวิตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสนราวกับเดินวนอยู่ในเขาวงกต “ศิลปินกลุ่มหนึ่ง” จึงถูกชักชวนกันมาร่วมหาทางออกในแบบฉบับตามที่แต่ละคนถนัด และนั่นจึงเป็นที่มาของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 ภายใต้แนวคิด Escape Routes หรือ “ศิลป์สร้าง ทางสุข” เพื่อนำเสนอทางออกของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยที่รอให้คุณไปสำรวจด้วยตัวของคุณเองได้ทั่วกรุงเทพมหานคร บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 คือการกลับมาเป็นครั้งที่สองของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งกรุงเทพมหานคร หลังจากจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา จากความร่วมมือของ มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมี ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ของงาน ซึ่งในครั้งนี้จะมีผลงานทั้งของศิลปินระดับโลกและศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองทั้งสิ้น 82 คน จาก 34 ประเทศทั่วโลก นำมาจัดแสดงตามสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 11 แห่งด้วยกัน โดยปกติแล้วเทศกาลศิลปะร่วมสมัยขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่จัดขึ้นทุกๆ สองปี (Biennale) อย่าง Venice Biennale อันลือลั่น ประเทศอิตาลี หรือ แบบที่จัดขึ้นทุกๆ สามปี (Triennale) อย่าง Setouchi Triennale ประเทศญี่ปุ่น ก็จะทำการจัดแสดงผลงานศิลปะกระจายไปตามจุดต่างๆ ในเมือง โดยเฉพาะแลนด์มาร์กที่มีความโดดเด่นและสัมพันธ์กับตัวผลงานนั้นๆ ทั้งแบบติดตั้งภายในอาคารและกลางแจ้ง นั่นจึงทำให้การเสพศิลปะแบบนี้แตกต่างจากการเดินชมนิทรรศการในหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์แบบปกติ เพราะสิ่งสำคัญที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ “การเดินทาง” ต้องมีการขึ้นรถ ลงเรือ ขี่จักรยาน หรือแม้แต่เดินเท้าไปยังสถานที่ต่างๆ อย่าง Setouchi Triennale เทศกาลศิลปะนานาชาติที่จัดขึ้นที่หมู่เกาะอันสวยสดงดงามแห่งท้องทะเลในเซโตะอุจินั้น ได้ทำการติดตั้งผลงานศิลปะกระจายไปตามเกาะต่างๆ ถึง 12 เกาะ บวกกับเมืองท่าอีก 2 เมือง จึงทำให้คนรักศิลปะผู้หลงใหลในการเดินทางต่างอิ่มอกอิ่มใจที่ได้เพลิดเพลินไปกับการสัมผัสความงามอย่างเต็มอิ่ม ทั้งจากผลงานศิลปะ จากทิวทัศน์ของธรรมชาติระหว่างทาง ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นอันเปี่ยมเสน่ห์ สำหรับ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 นั้น ศิลปินทั้ง 82 คน ได้รับโจทย์ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากนี่เป็นช่วงเวลาที่มีประเด็นใหญ่มากมายที่กำลังเป็นที่สนใจ ทั้งโลกกำลังตื่นตัวกับปัญหาและความเป็นไปต่างๆ ซึ่งหนึ่งในหน้าที่สำคัญของการเป็นศิลปิน ก็คือการกระตุ้นเตือนให้เกิดการฉุกคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในสังคม ผ่านผลงานศิลปะที่ล้อไปกับสถานที่ที่มันได้ถูกติดตั้งไว้นั่นเอง สถานที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร 11 แห่ง ที่ใช้จัดแสดงผลงานในครั้งนี้ประกอบไปด้วย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ซึ่งรับบทบาทเป็นจุดศูนย์กลางของงาน, BAB Box @One Bangkok, The Prelude One Bangkok, The PARQ (เดอะ ปาร์ค) , มิวเซียมสยาม, ล้ง 1919, ริเวอร์ซิตี้แบงค็อก,…
Editor
29 October 2020