FashionHighlightNumber 133

Celebrity Talk:
Wander Wisely

By May 13, 2020 No Comments

สัมภาษณ์ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง ในวันที่การอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

FASHION EDITOR
SANSHAI JIRAT SUBPISANKUL

PHOTOGRAPHY
TADA VARICH

STORY
SURANGRAT KANBUBPHA

“พอได้รับการติดต่อจากทีมงานหนังสือ Power ก็มองว่าน่าจะเป็นนิตยสารที่เกี่ยวกับการเดินทาง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นการเดินทางที่มีการเก็บขยะ รักษ์โลก และดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยแบบนี้” นักแสดงวัยรุ่นมากฝีมือเล่าด้วยสีหน้าประหลาดใจปนตื่นเต้นกับการได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ก่อนจะเสริมว่า การทำงานครั้งนี้นอกจากจะสนุกแล้วยังทำให้เธอได้คิดถึงสิ่งรอบตัว อีกทั้งยังนับเป็นประสบการณ์มีค่าที่ได้เป็นกระบอกเสียงให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลกทุกวันนี้ด้วย

“จริงๆ สิ่งที่ทุกคนจะได้เห็นในแฟชั่นเซ็ตนี้ เป็นเรื่องที่ทั้งโลกกำลังตระหนักรู้และร่วมกันสนับสนุนอยู่แล้ว แต่บางทีเราอาจจะใช้ชีวิตตามความเคยชินจนลืมไปหรือไม่ได้โฟกัสว่าต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบตัว พอได้มาเห็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนอย่างนิตยสาร Power ฉบับนี้ ก็อาจจะทำให้นึกขึ้นได้ว่า โลกกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเราอยู่ จึงเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสถ่ายแฟชั่นเซ็ตนี้ค่ะ” นั่นคือความรู้สึกที่เธออรรถาธิบายให้ฟังหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหน้ากล้อง ก่อนจะเผยถึงชีวิตประจำวันที่ตัวเธอเองพยายามจะให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่น้อยไปจากที่เห็นผ่านหน้าหนังสือเลย

ความที่เป็นคนสายบันเทิงซึ่งชอบท่องเที่ยวเป็นทุนเดิม ต้าเหนิงจึงต้องเดินทางไปนั่นมานี่อยู่ตลอด ทั้งเพื่อการทำงานและเพื่อพักผ่อน เธอเล่าว่าหากมีเวลามากพอให้ออกไปท่องโลกกว้าง เธอมักจะเลือกเที่ยวในเมืองชิลๆ สบายๆ เป็นการผ่อนคลายจากการงานที่ทุ่มเททำมาตลอดทั้งปี อย่างล่าสุดทริปแอลเอที่เพิ่งไปมากับคนที่รัก เธอบอกว่าได้มีโอกาสไปเสพงานศิลป์ เดินดูพิพิธภัณฑ์ สนุกสนานในดิสนีย์แลนด์และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ซึ่งช่วยเติมพลังใจพลังชีวิตได้มากทีเดียว และที่พลาดไม่ได้ในทุกทริป ก็คือการช้อปปิ้ง เธอเล่าพร้อมอมยิ้มว่า

“ที่ชอบเที่ยวในเมือง เพราะว่ามีอะไรสวยๆ งามๆ ให้ช้อปปิ้งด้วย เพราะต้าเหนิงเองก็เป็นสายช้อปคนหนึ่งเหมือนกัน ขนาดช้อปปิ้งตามเมืองต่างๆ มาแล้วก็ยังไม่จุใจ ครั้งไหนพอมีเวลาที่สนามบินมากหน่อย จะต้องแวะ คิง เพาเวอร์ แล้วพุ่งตรงไปที่โซนบิวตี้และแฟชั่นก่อนเลย เพราะใน คิง เพาเวอร์ มักจะมีของที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งช็อปอื่นๆ ไม่มี แล้วราคาก็ดีกว่าด้วย” สาวนักเดินทางสายช้อปเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย ราวกับว่ากำลังนึกถึงการเดินเล่นดูของอย่างเพลิดเพลินใน คิง เพาเวอร์ อย่างไรอย่างนั้น

แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่าต้าเหนิงจะเป็นนักท่องเที่ยวสายเมืองจนปฏิเสธธรรมชาติเสียทีเดียว เพราะเมื่อใดที่หัวใจเรียกร้อง เธอก็พร้อมที่จะออกไปแหวกว่ายดำน้ำดูความสวยงามใต้ท้องทะเลเช่นกัน และกิจกรรมนี้เองที่ทำให้นางแบบหุ่นสูงโปร่งได้ตระหนักถึงผลของการกระทำ ซึ่งครั้งหนึ่งเธอก็อาจจะเคยเป็นผู้ที่ทำให้ธรรมชาติอันสวยงามและท้องทะเลที่รักต้องตกอยู่ในอันตราย

“ปกติเวลาที่อยู่เหนือน้ำ เราอาจจะเห็นขยะประปรายและไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะอย่างน้อยมันก็ยังอยู่บนพื้น อยู่บนบก สามารถเก็บกวาดได้ แต่พอไปดำน้ำก็ได้เห็นว่า ณ ก้นทะเลที่ลึก 40 กว่าเมตรยังมีขยะอยู่ ไม่ใช่แค่ชิ้นสองชิ้น แต่เยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติกที่กว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลานาน พอเห็นแบบนั้นก็รู้สึกว่า เรากำลังทำลายบ้านของสัตว์ทะเล กำลังทำร้ายระบบนิเวศ ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังไม่รู้ เราอาจเผลอทำในสิ่งที่ไม่ควรทำลงไป แต่พอโตขึ้นก็รู้ว่าจะทำแบบนั้นไม่ได้ จะทิ้งขยะไม่เป็นที่ไม่ได้ ทุกครั้งเวลาไปดำน้ำ จึงพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่นำพลาสติกไปด้วยเลย เพราะกลัวว่ามันจะลอยลงไปในทะเล” เรียกได้ว่าการเดินทางออกไปเจอโลกที่แตกต่าง ทำให้ได้ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียน

เมื่อถามว่านอกจากการปฏิเสธพลาสติกทุกครั้งที่ออกไปดำน้ำ เธอยังมีวิธีท่องเที่ยวแบบยั่งยืนอย่างไรอีกบ้าง ต้าเหนิงตอบทันทีโดยแทบไม่ต้องคิดว่า แท้จริงแล้วไม่มีอะไรยั่งยืนภายใต้การมีอยู่ของมนุษย์ แต่ทุกคนสามารถประคับประคองให้ทุกสรรพสิ่งอยู่ร่วมกันอย่างยาวนานที่สุดได้

“การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเป็นสิ่งที่ดีนะคะ แต่จริงๆ แล้วต้องยอมรับก่อนว่า มนุษย์คือนักทำลาย ทุกที่ที่มนุษย์เข้าไป ไม่มีคำว่ายั่งยืนอยู่จริง จะต้องเกิดการทำลายขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตัวอย่างง่ายๆ แค่การสระผมโดยใช้แชมพู ก็เป็นการปล่อยสารเคมีลงไปสู่แหล่งน้ำแล้ว เพราะบ้านเรายังไม่มีระบบบำบัดที่ดี ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้จึงเป็นการพยายามรักษาทุกสิ่งไว้ให้นานที่สุด โดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะทำได้ก่อน อย่างการเลิกใช้หลอดพลาสติก พกแก้วไปเอง และไม่นำขยะไปทิ้งในแหล่งธรรมชาติ แต่เก็บใส่กระเป๋านำกลับมาทิ้งที่บ้าน โดยแยกทิ้งตามประเภทเพื่อให้นำไปรีไซเคิลต่อได้ ต้าเหนิงเองเวลาไปไหนก็ตาม จะพยายามไม่ทำลายหรือเบียดเบียนสิ่งที่มีอยู่แล้ว เหมือนเวลาไปดำน้ำ ก็ห้ามโดนปะการัง ห้ามนำมือไปแตะพื้นทราย เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ไหม คือคอยระวัง เพื่อให้เขาอยู่ได้ และเราก็อยู่ได้ด้วย”

นั่นไม่ใช่แค่สิ่งที่เธอทำเวลาต้องเดินทางเท่านั้น แต่ในชีวิตประจำวันต้าเหนิงก็พยายามพกถุงผ้าและแก้วน้ำส่วนตัวไปกับเธอทุกที่ด้วยเช่นกัน ถึงแม้บางคนจะมองว่าแค่คนๆ เดียวจะช่วยอะไรได้ แต่เธอกลับมองว่า ถ้าเราทุกคนช่วยกันทำ อย่างน้อยก็คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลย