Lifestyle

LIFESTYLE
The Beatles: Get Back
บทสนทนาจากช่วงเวลาสุดท้ายของวงดนตรี
ที่โด่งดังที่สุดในโลก

ย้อนกลับไปช่วงกลางยุคซิกซ์ตีส์... ในขณะที่โลกกำลังถูกเขย่าโดยวงดนตรีที่มีชื่อว่า The Beatles อย่างเมามันและเมามาย แต่แล้วในวันที่ 29 สิงหาคม 1966 หลังจากการแสดง ณ สนามกีฬา Candlestick Park ซานฟรานซิสโก จบลง ก็คงไม่มีใครคาดคิดว่านั่นคือการแสดงสุดท้ายบนเวทีของพวกเขา จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ 30 มกราคม 1969 ผู้คนที่สัญจรไปมาใจกลางกรุงลอนดอนต่างมองซ้ายมองขวาพร้อมกับมีคำถามว่า “ได้ยินเสียงอะไรไหม?” และเมื่อมองขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกแอปเปิลจึงพบว่า The Beatles กำลังเล่นดนตรีอยู่บนนั้น การแสดงในวันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ที่มาพร้อมกับอัลบั้มใหม่ (Let It Be) ซึ่งเป็นความพยายามในการ “กลับมาทำงานด้วยกัน” ของสมาชิก ที่ก่อนหน้านี้เกิดอาการไม่ลงรอยกันอย่างหนัก Paul McCartney เสนอไอเดียให้วงกลับไปทำงานกันแบบยุคเริ่มต้น นั่นคือทำเพลง ดีไซน์ให้มันเล่นสดได้ แล้วก็เล่นให้คนดู โดยระหว่างที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำการแสดงกันที่ไหน ก็มีคำสั่งให้เริ่มถ่ายทำและบันทึกภาพการทำงานของ The Beatles เอาไว้ด้วยเพื่อทำเป็นสารคดีฉายทางโทรทัศน์แต่ดูเหมือนว่าหลายๆ อย่างไม่เป็นดั่งที่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศในการทำงาน การทำสารคดี รวมไปถึงความพยายามในการคืนดีกันของพวกเขา สุดท้ายแล้ว จากสารคดีทางโทรทัศน์ถูกตัดให้กลายเป็นภาพยนตร์ความยาว 80 นาที จากชื่อ Get Back ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อ Let It Be และแน่นอนไม่เคยมีใครได้เห็นพวกเขาพร้อมหน้าพร้อมตากันครบสี่คนอีกเลย ภาพยนตร์สารคดี Let It Be ออกฉายในปี 1970 และได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลากหลาย แม้ว่าจะได้รับทั้งรางวัลออสการ์และแกรมมีในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้น ทว่าคนดูกลับโฟกัสไปยังสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้น อันที่จริงก่อนหน้านี้แทบไม่เคยมีใครเคยเห็นการทำงาน การซ้อม หรือการแจมดนตรี ของ The Beatles มาก่อน ความตลก (ร้าย) ก็คือ พอทั้งโลกได้เห็น ก็ดันเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของวงเสียแล้ว อัลบั้มอันยอดเยี่ยม ภาพยนตร์สุดเอกซ์คลูซิฟ หรือรางวัลเกียรติยศใดๆ กลายเป็นเพียงแค่ฉากสุดท้ายของวงดนตรีที่โด่งดังที่สุดในโลก และเรื่องราวดูเหมือนว่าจะจบลงเพียงเท่านี้ 50 ปีต่อมา... ฟุตเทจที่ถูกหลงลืมจากปี 1969 ความยาวกว่า 55 ชั่วโมง พร้อมกับเสียงบันทึกอีก 140 ชั่วโมง ที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน ได้ตกมาอยู่ในมือของ Peter Jackson ผู้กำกับที่สร้างชื่อจากมหากาพย์ The Lord of the Rings, The Hobbit และล่าสุดกับ They Shall Not Grow Old ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่คว้ารางวัลมาแล้วหลายเวที ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลกในทันที โดยเฉพาะกับบรรดาแฟนๆ สี่เต่าทองรวมถึงผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ดนตรี แน่นอนว่าโปรเจกต์นี้ได้รับความเห็นชอบจาก Paul McCartney, Ringo Starr, Yoko Ono และ Olivia Harrison เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทางด้านผู้กำกับ Peter Jackson ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ซึ่งยิ่งกระตุ้นความน่าดูขึ้นอีกหลายเท่าว่า “ผมรู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ว่าความเป็นจริงนั้นไม่เหมือนกับอะไรที่คนคิดกันตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะหลังจากที่ได้ดูฟุตเทจทั้งหมดแล้ว ช่วงเวลา 18 เดือน ก่อนที่พวกเขาจะแยกวงนั้นถือเป็นขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ แน่นอนว่ามันก็มีอะไรดราม่าอยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เราสนใจจริงๆ คือการดู จอห์น พอล จอร์จ…
Editor
17 November 2021
Food & DrinksLifestyle

FOOD & DRINKS
ละเลียดบรรยากาศแห่งความสุข
ด้วยเครื่องดื่มจากบาร์ชั้นเยี่ยม
พร้อมรับลมชมวิวสุดอลังที่ มหานคร รูฟท็อปบาร์

เมื่อฤดูหนาวเริ่มมาเยือนอีกครา ทำให้หลายคนหวนคิดถึงช่วงเวลาแห่งการได้ดื่มด่ำบรรยากาศความสุข ไปกับเครื่องดื่มแก้วโปรดและคนรู้ใจ ท่ามกลางลมเย็นสบายบนตึกสูงในเมืองกรุง Power จึงไม่พลาดโอกาสนี้ด้วยการพาคุณไปสัมผัสกับแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลกของประเทศไทย ใจกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อให้คุณได้พบกับประสบการณ์การชมวิวสุดอลังการในรูปแบบใหม่ ที่ทั้งงดงามและน่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมแนะนำเครื่องดื่มหลากหลายเมนูชื่นใจ เพื่อให้คุณได้ละเลียดไปกับบรรยากาศสุดผ่อนคลายที่พิเศษเหนือใคร จากชั้น 78 บนอาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร ที่มหานคร รูฟท็อปบาร์ หนึ่งในรูฟท็อปบาร์ชั้นเยี่ยมที่ดีที่สุดที่เราอยากให้คุณได้ลองมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต กับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์อันตระการตาแบบ 360 องศา ที่ความสูงเหนือระดับพื้น 314 เมตร ให้คุณได้อิ่มเอมใจไปกับความงดงามของเมืองในมุมสูงกว้างไกลสุดสายตา พร้อมกับเครื่องดื่มเมนูม็อกเทลซิกเนเชอร์ที่รังสรรค์มาเพื่อให้คุณได้เลือกดื่มด่ำในโอกาสพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น Jelily Joly เมนูสดชื่นที่มาพร้อมความหอมจากกลิ่นดอกไม้ Jelily Joly มีทั้งความซาบซ่าของโซดา ผสานรสหวานอมเปรี้ยวจากโมแนง มะนาว และสับปะรด ตกแต่งด้วยเจลลี่ เลมอนหั่นสไลด์ และดอกไม้สีสันสดใส เข้าได้กับวิวเมืองกรุงอันงดงามทั้งเช้าและเย็น Mahanakhon’s Dragon Sunset รับรองว่าหากใครที่ชื่นชอบน้ำผลไม้ต้องประทับใจ Mahanakhon’s Dragon Sunset เมนูที่ผสมผสานความหวานอมเปรี้ยวจากน้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำสับปะรด และน้ำทับทิม เติมความหวานละมุนด้วยโมแนงกลิ่นผลไม้ Virgin Mojito เมนูสุดคลาสสิกที่เชกเมื่อไหร่ก็นึกถึงความอร่อย Virgin Mojito จากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเปรี้ยวของน้ำมะนาว ความซาบซ่าของโซดา และความสดชื่นจากใบสะระแหน่ เหมาะอย่างยิ่งในการนั่งจิบรับลมเย็นสบาย Passion Delight เติมเต็มช่วงเวลาพิเศษด้วย Passion Delight พร้อมเสิร์ฟให้คุณได้ลิ้มรสความอร่อย ด้วยความสดชื่นของโซดา น้ำมะนาว และแพสชันฟรุตพูเร ตัดสีสันเข้ากับดอกไม้สีแดงสด ท็อปด้วยไข่ขาวเติมเสน่ห์ให้แก้วนี้น่าค้นหามากยิ่งขึ้น Sky Castle ชื่นชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของผืนฟ้า พร้อมเอ็นจอยไปกับ Sky Castle ที่นำเสนอมาในรูปแบบเลเยอร์ เผยให้เห็นการไล่เรียงชั้นสวยๆ ของแพสชันฟรุตพูเรและน้ำมะนาว เพิ่มความซาบซ่าด้วยโซดา ปิดท้ายความอร่อยด้วยผลเสาวรสเปรี้ยวจี๊ดถึงใจ Magic Peak ปิดท้ายกันที่ Magic Peak เครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์สีน้ำเงินที่มาพร้อมกับเวทมนตร์แห่งความอร่อย ใครเห็นเป็นต้องอยากลอง น้ำอัญชันกลิ่นหอมใบเตยและตะไคร้ เสิร์ฟพร้อมมะนาวหั่นซีก เพิ่มกิมมิกให้การดื่มสนุกยิ่งขึ้น ด้วยการบีบน้ำมะนาวลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน สีของเครื่องดื่มจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงน่ารับประทาน   คิง เพาเวอร์ มหานคร พร้อมแล้วที่จะให้คุณได้สัมผัสกับประสบการณ์เหนือความคาดหมาย จากบาร์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยที่ มหานคร รูฟท็อป บาร์ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 - 00.00 น. เดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส เชื่อมต่อสถานีช่องนนทรี ทางออกหมายเลข 3 ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/KingPowerMahanakhon หรือ https://kingpowermahanakhon.co.th หรือโทรสอบถามได้ที่หมายเลข 0 2677 8721 ทั้งนี้ ความปลอดภัยและความสบายใจของลูกค้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด จึงได้มีมาตรการป้องกันและข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย มีการตรวจสอบอุณหภูมิ ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ปฏิบัติตามนโยบาย Social Distancing ตลอดจนดูแลความสะอาดและสุขอนามัยขั้นสูงสุดในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติการทั้งหมด #MahanakhonRooftopBar #MahanakhonSkyWalk #KingPowerMahakhon
Editor
17 November 2021
Food & DrinksLifestyle

FOOD & DRINKS
เติมเต็มความสุขกับมื้อพิเศษที่เท็นโกะ โอมากาเสะ
โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

เพื่อสัมผัสความอิ่มเอมของฤดูหนาว ช่วงเวลาแห่งการเติมเต็มความสุขในเดือนพฤศจิกายนนี้ Power จึงขออาสาพาทุกท่านไปสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นแท้ในแบบ “โอมากาเสะ” หรือการเสิร์ฟอาหารตามใจเชฟ (Chef’s Table) เรียกได้ว่าเป็นมื้ออาหารแห่งความไว้วางใจที่คุณไม่ได้เลือกเอง แต่ให้เชฟมีอิสระในการคัดสรรเตรียมวัตถุดิบตามฤดูกาลที่ดีที่สุดของวัน นำมารังสรรค์บอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมผ่านอาหารชั้นเลิศ เสิร์ฟให้คุณได้รับประทานกันแบบคำต่อคำ ณ เท็นโกะ โอมากาเสะ ห้องอาหารตกแต่งสไตล์บ้านไม้โบราณแบบญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางสวนพฤกษศาสตร์ ชั้นล็อบบี้ในโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ สถานที่ซึ่งโอบล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและบ่อปลาคาร์ป พร้อมให้คนรักอาหารญี่ปุ่นได้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศราวกับว่าอยู่ในประเทศญี่ปุ่นกันเลยทีเดียวคำว่า “เท็นโกะ” แปลว่า “จิ้งจอกสวรรค์” ซึ่งในคติชนของญี่ปุ่นหลังจากที่จิ้งจอกมีอายุครบ 1,000 ปี จะกลายเป็นจิ้งจอกสีทองที่มี 9 หาง เรียกว่าเท็นโกะซึ่งเปรียบได้กับเชฟผู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เป็นเวลานานจนกลายเป็น Ichinin Mae ที่หมายถึงเชฟอิสระ ซึ่งก็ตรงกันพอดีกับคุณสมบัติของเชฟโกจิ โคบายาชิ (Goji Kobayashi) ผู้ซึ่งโลดแล่นอยู่ในโลกของอาหารญี่ปุ่นทั้งในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี ทั้งยังเคยร่วมงานกับร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง WAKO ซึ่งการันตีความอร่อยระดับดาวมิชลิน 1 ดวงอีกด้วย เชฟโกจิ โคบายาชิ นำเสนอประสบการณ์แห่งมื้ออาหารอันเป็นเลิศ โดยใช้วัตถุดิบพรีเมียมคุณภาพสูงสดใหม่ ส่งตรงจากตลาดปลาโทโยสุที่โด่งดังในประเทศญี่ปุ่น ทุกเมนูเตรียมการและคิดค้นอย่างรอบคอบสร้างสรรค์ใช้เทคนิคแบบญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับอย่างดีเยี่ยม โดยเมนูจะเปลี่ยนทุกวันตามฤดูกาลและความสดใหม่ของวัตถุดิบในวันนั้น ตัวอย่างของวัตถุดิบพิเศษ ได้แก่ เนื้อวากิว Takoshima ปลาโอโทโร ปูฮอกไกโด อูนิฮอกไกโด หอยเป๋าฮื้อ และของสดอีกมากมาย การเริ่มต้นคอร์สเชฟมักจะเลือกนิกิริหรือซูชิแบบดั้งเดิมที่ทำจากปลาสดใหม่ แต่ละจานรังสรรค์อย่างไร้ที่ติ พร้อมให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับรสชาติของส่วนผสมที่ละเอียดอ่อนที่สุด หลากหลายเมนู มีทั้งซูชิ ซาซิมิ เมนูร้อน ซุปและของหวานเท็นโกะ โอมากาเสะ พร้อมมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดพิเศษเพื่อให้คุณได้เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุข เปิดบริการทุกวันพฤหัสบดี - อาทิตย์ มื้อกลางวัน บริการวันละ 1 รอบ เวลา 12.00 น. คอร์ส Nigiri เสิร์ฟ 10 เมนู ราคา 2,000 บาท (สุทธิ) มื้อเย็น บริการวันละ 2 รอบ เวลา 17.00 น. และ 19.00 น. มีให้เลือก 3 คอร์ส ได้แก่ คอร์สที่ 1 Seasonal เสิร์ฟ 14 เมนู ราคา 3,500 บาท (สุทธิ) คอร์สที่ 2 Nigiri เสิร์ฟ 14 เมนู ราคา 5,500 บาท (สุทธิ) คอร์สที่ 3 Premium เสิร์ฟ 16 เมนู ราคา 7,000 บาท (สุทธิ) ทั้งนี้ ความปลอดภัยและความสบายใจของลูกค้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ทางห้องอาหารจึงได้มีมาตรการป้องกันและข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย มีการตรวจสอบอุณหภูมิ ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ปฏิบัติตามนโยบาย Social Distancing ตลอดจนดูแลความสะอาดและสุขอนามัยขั้นสูงสุดในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติการทั้งหมด สำรองที่นั่งออนไลน์ล่วงหน้า คลิก! หรือโทร. 0 2680 9999 *ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า…
Editor
16 November 2021
Lifestyle

LIFESTYLE
ชาร์จพลังใจให้เต็มอิ่ม
กับหลากหลายกิจกรรมสุดฟินที่ภูเก็ต

หากใครได้มีโอกาสมาเยือน “ภูเก็ต” เมืองแห่งสีสันในแดนใต้แห่งนี้ เราเชื่อว่าในแต่ละวันของคุณจะไม่มีคำว่าน่าเบื่อ เพราะนอกจากความงดงามของทะเลที่ดีต่อใจ มีอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายสไตล์ให้ได้ลิ้มลองแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมที่ช่วยปรุงรสชาติของการเดินทางให้จัดจ้านมากยิ่งขึ้น ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ สนุกสนานไปกับการเรียนรู้ ที่พร้อมจะกลายเป็นแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมให้กับเหล่าผู้มาเยือนที่หัวใจไม่เคยหยุดเดินทางเช่นคุณ Andaman Sea Surf ภูเก็ตนั้นเต็มไปด้วยหาดที่เหมาะสำหรับการออกไปโต้คลื่นมากมาย และถึงแม้จะเป็นมือใหม่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะคุณสามารถที่จะทำความรู้จักกับการเล่นเซิร์ฟได้ทันทีที่ Andaman Sea Surf โรงเรียนสอนเซิร์ฟสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้เล่นทุกระดับ ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1999 ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสังคมเซิร์ฟให้เติบโตขึ้น รวมไปถึงพัฒนาระดับฝีมือของนักเซิร์ฟไทยให้สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติได้ โดยผู้สอนของที่นี่ได้รับการรับรองจาก ISA (International Surfing Association) ผ่านประสบการณ์การฝึกสอนนักเรียนมาแล้วกว่า 4,000 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพียง 1 วันที่ได้สัมผัสกับการเล่นเซิร์ฟ คุณจะต้องประหลาดใจว่าตัวเองหลงรักมันเข้าให้แล้ว ทำให้การไปทะเลครั้งต่อไปจะไม่มีวันเหมือนเดิมอย่างแน่นอน โดย Andaman Sea Surf มีอุปกรณ์ที่จำเป็นให้บริการอย่างครบครัน สิ่งที่ต้องทำเหลือแค่เตรียมชุด ครีมกันแดด และใจไปเท่านั้น โดยสามารถที่จะเลือกชายหาดที่ต้องการสำหรับเซิร์ฟได้อีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/andamanseasurf พิกัด: https://goo.gl/maps/85J1umdihJf3k5nt5 โทรศัพท์: 0 990 451 990 Banana Beach Koh Hey เกาะเฮ สวรรค์กลางทะเลอันดามันที่สามารถเดินทางไปเยือนได้เกือบตลอดทั้งปี เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทางด้านทิศใต้ของเกาะภูเก็ตเพียงแค่นั่งเรือ 15 นาที คุณก็จะได้พบกับน้ำทะเลใส หาดทรายขาว ความร่มรื่นของแมกไม้ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ อีกเพียบ Banana Beach Koh Hey พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความงดงามของเกาะและท้องทะเลที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ให้คุณสัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบและความเคารพที่มีต่อธรรมชาติ จากอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ถูกออกแบบมาให้กลมกลืนไปกับวิถีชีวิตของสัตว์น้อยใหญ่ โดยเฉพาะนกเงือกที่สามารถชมความงามได้ในระยะใกล้ ในส่วนของวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีท่าจอดเรือที่อยู่ห่างจากบริเวณหาดทราย รวมไปถึงกิจกรรมที่เน้นไปที่การพักผ่อนแบบไม่รบกวนธรรมชาติ เป็นความประทับใจที่ไม่อาจเก็บอะไรกลับออกไปนอกจากความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bananabeachkohhey.com/ พิกัด: https://goo.gl/maps/5PFLZNxUZBPHENQN6 โทรศัพท์: 0 814 167 555 Blue Canyon Country Club บลูแคนยอน คันทรี คลับ สนามกอล์ฟที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติและทะเลสาบน้ำจืดที่สวยงาม ประกอบไปด้วย 2 สนาม ได้แก่ “The Ultimate Championship Course” (The Lakes Course) และ “A Pleasurable Masterpiece” (The Canyon Course) ที่ผ่านการจัดการแข่งขันสำคัญๆ มากมาย รวมถึงรายการใหญ่อย่าง Honda Invitational และ Johnnie Walker Classics ถึง 3 ครั้ง ในปี 1994, 1998 และ 2007 ทั้งสองสนามออกแบบโดย Yoshikazu Kato สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้มากประสบการณ์ ที่ได้ทำการปรับปรุงพื้นที่จากเดิมที่เป็นเหมืองดีบุกเก่าที่ขนาบด้วยสวนยาง ให้เป็นสนามกอล์ฟที่คงไว้ซึ่งเสน่ห์ของธรรมชาติที่ถูกรบกวนน้อยที่สุด ธรรมชาติจึงเปรียบเสมือนสถาปนิกอีกคนที่ช่วยรังสรรค์สนามกอล์ฟแห่งนี้ ที่เหล่าคนรักกีฬากอล์ฟจะได้สัมผัสกับความท้าทายของเกมกีฬาท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bluecanyonphuket.com พิกัด: https://goo.gl/maps/XU2M7ps4agbXPvWs6 โทรศัพท์: 0 7632 8088…
Editor
12 November 2021
Lifestyle

TRAVEL IN STYLE
Back to “Travel” Mode

เปิดเมืองแล้วเที่ยวได้! จับชุดโปรดมามิกซ์แอนด์แมตช์รับลมหนาว พร้อมเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศความสุขที่แสนคิดถึง นาฬิกาข้อมือ จาก Omega ต่างหู จาก Versace แหวน จาก Versace สร้อย จาก Versace แว่นตา จาก Gucci ชุดเดรส จาก Balenciaga กระเป๋า จาก  Gucci หมวก จาก Versace ถุงมือ จาก Burberry รองเท้า จาก Balenciaga นาฬิกาข้อมือ จาก Piaget กางเกง จาก Versace เครื่องประดับ จาก Versace กระเป๋าสะพาย จาก Burberry เสื้อ จาก Versace แว่นตา จาก Prada เข็มขัด จาก Alexander Mcqueen รองเท้า จาก  Alexander Mcqueen ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Brands
Editor
10 November 2021
DestinationLifestyle

DESTINATION
10 ประเทศยอดนิยมเที่ยวแบบปลอดภัย
ไม่ต้องกักตัว

ฉีดวัคซีน COVID-19 แล้วเที่ยวได้ หลังจากที่อดทนเงียบเหงากันอยู่นาน เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้ได้รับผลกระทบกันไปทั่วโลก มาถึงวันนี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงคิดถึงบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศกันอยู่ไม่น้อย เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มดีขึ้นในหลายๆ ประเทศและตัดสินใจเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบโดสอีกครั้ง เหล่านักเดินทางที่ลุ้นกันแบบที่เรียกว่าแทบจะนับวันรอก็เริ่มยิ้มได้ เตรียมหาข้อมูลวางแผนการเดินทางกันยกใหญ่ วันนี้ Power จึงอยากมาแชร์ลิสต์ 10 ประเทศที่คุณสามารถเดินทางไปเที่ยวได้แล้วแบบปลอดภัย ไม่ต้องกักตัว เพียงแต่ต้องเตรียมความพร้อมของตัวเองให้ไม่ตกหล่น คำนึงถึงความปลอดภัยทั้งกับตนเองและผู้อื่น และที่สำคัญต้องฉีดวัคซีนครบแล้วทั้ง 2 เข็ม ซึ่งจะมีประเทศอะไรบ้างนั้นไปดูพร้อมๆ กันได้เลย 1. ไอร์แลนด์ (Ireland) และนี่คือประเทศที่ครองแชมป์ในเรื่องของการจัดการโควิดได้ดีที่สุดจากการจัดอันดับของ Bloomberg ไอร์แลนด์ ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติคิลลาร์นี ปราสาทหินแคเชล ปราสาทดันลูซ หน้าผาโมเฮอร์ จัตุรัส Eyre Square และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมายที่พร้อมให้คุณเดินทางไปสัมผัสได้อย่างปลอดภัย โดยนักเดินทางที่จะสามารถเข้ามาท่องเที่ยวที่ไอร์แลนด์ได้แบบไม่ต้องกักตัวเพิ่มเติมนั้น ต้องได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 แบบครบโดสตามที่ได้รับการรับรองโดย European Medicines Agency (EMA) หรืออาจมีเอกสารเพิ่มเติมอย่างเอกสารยืนยันการฟื้นตัวแบบสมบูรณ์ในกรณีที่เคยได้รับเชื้อ COVID-19 มาก่อน ไม่เกิน 180 วัน หรือมีผลตรวจ RT-PCR ที่เป็นลบ ออกไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนออกเดินทาง เพื่อความมั่นใจในการเดินทาง ศึกษาข้อกำหนดการเดินทางเพิ่มเติม คลิก 2. สเปน (Spain) อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่รักษามาตรฐานด้านการจัดการโควิดได้ดี ใครที่กำลังคิดถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรมและความยิ่งใหญ่อลังการในงานออกแบบที่โดดเด่นสะดุดตา เราเชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมี สเปน ซึ่งเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งในแง่ของสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ พิพิธภัณฑ์อันน่าทึ่ง และธรรมชาติที่งดงาม ไม่ว่าจะเป็น Plaza Mayor จุดเช็กอินอันเป็นไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางมาถึงมาดริด ความโอ่อ่าสง่างามของมหาวิหารบาเลนเซีย ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของงานศิลปะแบบนีโอ-คลาสสิก โกทิก บาโรก เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมมรดกโลกที่ Alhambra งานศิลป์ชั้นยอดของชาวมัวร์ ชมความยิ่งใหญ่อลังการของพิพิธภัณฑ์ใจกลางเมืองบาเลนเซียที่ The City of the Arts and Sciences หรือ ตื่นตาตื่นใจไปกับ Gran Canaria Islands ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แบบผสมผสานทั้งทะเล ทะเลทราย ไร่องุ่น และภูเขาไฟที่ดับแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายสถานที่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบเฉพาะตัวอีกมากมายที่พร้อมจะทำให้คุณหลงรักได้ไม่ยาก สำหรับนักเดินทางที่จะเข้ามาท่องเที่ยวที่สเปนได้แบบไม่ต้องกักตัวเพิ่มเติมนั้น ต้องได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 แบบครบโดสตามที่ได้รับการรับรองโดย European Medicines Agency (EMA) หรือได้รับอนุญาตให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินโดยองค์การอนามัยโลก (​WHO) ศึกษาข้อกำหนดการเดินทางเพิ่มเติม คลิก 3. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองอภิมหาเศรษฐีที่ใครๆ ต่างก็อยากไปเยือนสักครั้งแห่งนี้ นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของความหรูหราล้ำสมัยแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตึก Burj Khalifa อันสูงตระหง่านใจกลางดูไบ, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Dubai Mall Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือหากอยากขี่อูฐหรือขับรถจี๊ปซาฟารีตะลุยทะเลทรายก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งทางการดูไบได้เปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อการท่องเที่ยวแบบปลอดภัย มั่นใจได้กับมาตรการการจัดการโควิดที่ติดท็อป 5 ทั้งจากการจัดอันดับของ Bloomberg และ Nikkei สำหรับนักเดินทางที่ต้องการไปเยือนดูไบแบบไม่ต้องกักตัวเพิ่มเติมนั้น ต้องได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 ที่ได้รับการยอมรับแบบครบโดส และต้องมีหลักฐานผลตรวจ…
Editor
5 November 2021
Lifestyle

LIFESTYLE
10 คำถาม คลายข้อสงสัยเมื่อหายจากโควิด
พร้อมแนวทางการปฏิบัติเมื่อได้กลับบ้าน

มาถึงวันนี้ แม้ว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทั้งในทางการแพทย์ รวมไปถึงความรู้ความเข้าใจของประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ จะมีเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยความที่เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อรับมือและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะเดียวกันผู้ป่วยที่รักษาหาย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาตัวที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม Hospitel หรือสถานที่รักษาตัวผู้ป่วยโควิด-19 ต่างๆ ที่ทางคุณหมอลงความเห็นว่าสามารถกลับบ้านได้ กลับมีจำนวนไม่น้อยที่ยังคงมีความกังวล พร้อมๆ กับเกิดข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ อยู่หลายข้อ Power จึงได้รวบรวม “คำถามที่พบได้บ่อยเมื่อหายจากโควิด-19” ที่ทั้งน่าสนใจและเป็นประโยชน์ พร้อมด้วยคำตอบและคำแนะนำจากคุณหมอในการปฏิบัติตัวเพื่อไม่ให้มีใครต้องติดเชื้ออีกมาฝากกัน Q: โดยทั่วไปการรักษาโรคต้องใช้เวลากี่วันถึงจะหาย? A: สถิติทางการแพทย์พบว่า โดยทั่วไปเมื่อนับจากวันที่ปอดติดเชื้อจนแสดงอาการให้รู้ เชื้อจะยังคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณหมอก็จะเผื่อสังเกตอาการยืดออกไปอีก 2 สัปดาห์ รวมเป็น 1 เดือน นั่นจึงเป็นที่มาของการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานที่รักษาตัวใดๆ เป็นเวลา 14 วัน หลังจากนั้นเมื่ออาการดีขึ้น จึงสามารถกลับไปกักตัวรักษาต่อที่บ้านอีก 14 วันนั่นเอง Q: เราจะรู้หรือแน่ใจได้อย่างไรว่าปอดไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่? A: การที่หมออนุญาตให้กลับบ้านหลังจาก 14 วันที่เข้ารับการรักษานั้นก็หมายความว่า โอกาสที่จะหายจากโควิดนั้นสูงมากแล้ว ซึ่งวัดผลจากการที่ 1. อาการโดยรวมดีขึ้น 2. ค่าออกซิเจนดีขึ้น และ 3. ผลเอกซเรย์ปอดออกมาดี ยิ่งถ้ากลับมากักตัวรักษาต่อที่บ้านอีก 14 วัน โดยไม่มีอาการผิดปกติอะไรอีก ก็มั่นใจได้ว่าหายจากโควิดแล้วQ: หมออนุญาตให้กลับบ้าน แต่กลัวแพร่เชื้อให้คนอื่น ควรทำอย่างไร? A: สืบเนื่องจากข้อที่แล้ว นั่นคือเมื่อหมออนุญาตให้กลับบ้าน ความเป็นไปได้ที่จะกลับไปแล้วแพร่เชื้อต่อนั้นถือว่ามี แต่น้อย เพราะฉะนั้นคำแนะนำคือให้ผู้ป่วยที่รักษาหาย ใส่หน้ากากตลอดเวลาแม้จะอยู่ในบ้าน เว้นระยะห่าง ถ้าเป็นไปได้ก็ให้กักตัวแยกออกจากคนในบ้านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะดีที่สุด Q: หายแล้วยังคงต้องเอกซเรย์ปอดอีกหรือไม่? A: โดยปกติแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยไปเป็นกรณีว่า หลังจากกักตัวรักษาต่อที่บ้านครบ 14 วันแล้ว จะต้องกลับมาเพื่อเช็กอาการของปอดอีกหรือไม่ โดยจะพิจารณาจาก 1. ความเสี่ยงของผู้ป่วย และ 2. ความรุนแรงของอาการในขณะที่ติดเชื้อ ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่แพทย์อยากติดตามผลการรักษา นั่นคือการตรวจ “การอักเสบของปอด” มากกว่า “การติดเชื้อใหม่” Q: ปอดจะหายกลับมาเป็นปกติหรือไม่? A: อธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า เมื่อปอดติดเชื้อโควิด-19 นั้น จะแบ่งออกเป็น 4 ระยะด้วยกัน 1. ปอดเริ่มติดเชื้อ 2. ปอดอักเสบ 3. ปอดเป็นแผล และ 4. ปอดเป็นพังผืด ซึ่งแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเจอครบทั้ง 4 ระยะนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรง เมื่อเข้ารับการรักษาปอดก็สามารถที่จะกลับมาเป็นปกติได้ ยิ่งถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะยิ่งหายเร็ว Q: ต้องมีเครื่องผลิตออกซิเจนที่บ้านหรือไม่? A: อยู่ที่วิจารณญาณของแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยบางคนรักษาหายแล้วแต่ค่าออกซิเจนยังต่ำอยู่ แพทย์จะอนุญาตให้กลับบ้าน แต่อาจจะแนะนำให้หาเครื่องผลิตออกซิเจนติดไว้ด้วย Q: หายแล้วมีโอกาสติดเชื้ออีกหรือไม่? A: แน่นอนว่า “มีโอกาส” ในขณะเดียวกันเมื่อรักษาหายก็เปรียบเสมือนว่าได้วัคซีน ร่างกายจะมีภูมิต้านทาน แต่หากเจอความเสี่ยงอีก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังฟื้นตัว ก็อาจทำให้อาการแย่ลงอีกครั้งได้ Q: ต้องใส่หน้ากากอีกนานแค่ไหน? A: หากยังไม่มีภูมิคุ้มกันหมู่ก็จำเป็นต้องใส่หน้ากากต่อไป…
Editor
28 October 2021
Lifestyle

LIFESTYLE
Halloween Movie Night
ปิดไฟล้อมวงดูหนัง อีกหนึ่งสีสันของคืนฮาโลวีน

เทศกาลฮาโลวีนปีนี้กลับมามีสีสันอีกครั้ง หลังจากที่สถานการณ์หลายๆ อย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ในส่วนของเทรนด์แฟชั่นและการแต่งกายก็มีความหลากหลายมากกว่าปีก่อนๆ ที่เน้นไปที่ความน่ากลัวเป็นหลัก ทำให้ปาร์ตี้ฮาโลวีน 2021 ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ แต่ทว่านอกจากกิจกรรมอย่างการแต่งกาย การประดับประดาตกแต่งสถานที่ หรือการเล่นทริกออร์ทรีตของเด็กๆ แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการชวนเพื่อนๆ มานั่งล้อมวงดูหนังกันสักเรื่อง Power จึงอยากชวนคุณมาดูหนังกันในเทศกาลฮาโลวีนนี้ เพื่อเติมเต็มบรรยากาศของเทศกาลให้คลาสสิกสุดๆ ถ้าพร้อมแล้วก็จัดแจงเตรียมขนมขบเคี้ยวให้พอ หรี่ไฟลงสักหน่อย ล็อกประตูหน้าต่างให้มิดชิด ที่สำคัญอย่ารับโทรศัพท์เป็นอันขาด ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวจะเสียอรรถรสในการดูหนังก็เท่านั้นเอง Scream (1996) ไม่มีหนังสยองขวัญในยุค 90 เรื่องไหนจะสร้างปรากฏการณ์อันน่าตื่นตะลึงไปกว่า Scream ได้อีกแล้ว เรื่องราวของฆาตกรโรคจิตภายใต้หน้ากากผีกับการตามล่าเหยื่อวัยรุ่นทีละคนนี้ ได้กลายมาเป็นต้นแบบของหนังสยองขวัญในเวลาต่อมาอีกนับไม่ถ้วน ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ถือว่ามีความแปลกใหม่ในยุคนั้น การที่คนดูต้องคอยลุ้นว่าตัวจริงของคนร้ายเป็นใคร โทรศัพท์ปริศนาที่ทำให้ต้องสะดุ้งทุกทีที่ดังขึ้น รวมถึงใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป ล้วนแล้วแต่ทำให้คนดูต้อง “หวีดสุดขีด” สมชื่อเรื่อง ความสำเร็จของภาคแรก ทำให้มีการสร้างภาคต่อออกมาอีกในปี 1997, 2000 และ 2011 โดยล่าสุดได้มีข่าวว่า Scream กำลังจะกลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันรีบูต ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของทั้งนักแสดงดาวรุ่งหน้าใหม่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น Dylan Minnette (13 Reasons Why), Mason Gooding (Let It Snow) และ Mikey Madison (Once Upon a Time... in Hollywood) กับนักแสดงชุดคลาสสิกอย่าง Neve Campbell, Courteney Cox และ David Arquette เหล่าตัวละครดวงแข็งที่อยู่กับเรามาตลอด 25 ปีนี้ The Blair Witch Project (1999) ครั้งหนึ่ง Stephen King เจ้าพ่อนิยายสยองขวัญชื่อดังเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมอยู่ในโรงพยาบาลในสภาพมึนยา ลูกชายก็ได้คะยั้นคะยอให้ดูหนังเรื่องหนึ่งให้ได้ แต่หลังจากผ่านไปเพียงครึ่งเรื่อง ผมก็ต้องบอกลูกว่า ‘ปิดมันซะ’ มันน่ากลัวเกินไป” และหนังที่เขาดูในวันนั้นก็คือ The Blair Witch Project The Blair Witch Project เป็นหนังทุนต่ำแนวสารคดี ว่าด้วยวัยรุ่น 3 คนที่พยายามเข้าไปตามรอยตำนานแม่มดแบลร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กๆ ในเมืองตลอดกว่า 200 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากความโดดเด่นในการนำเสนอ อย่างการใช้ภาพจากกล้อง Handycam ที่ถ่ายโดยตัวละครตลอดทั้งเรื่องแล้ว (แน่นอนว่าภาพจึงมีความสั่นไหว ไม่ชัดเจน จนน่ากลัวไปอีกแบบ) สิ่งที่ทำให้ The Blair Witch Project ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามก็คือตำนานแม่มดที่ว่านี้ เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อการตลาดเท่านั้น ด้วยทุนสร้างเพียงหลักหมื่นดอลลาร์ อย่าว่าแต่ทำหนังให้ดังเลย แค่ทำหนังให้เป็นหนังสักเรื่องก็ยังยาก ซึ่งทีมงานรู้ดีถึงข้อจำกัดนี้ แต่สิ่งที่พวกเขามีมากกว่าเงินก็คือความบ้าบิ่นเกินกว่าใครในโลกของภาพยนตร์ พวกเขาจึงตัดสินใจใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับการสร้างสารคดีเกี่ยวกับแม่มดปลอมขึ้นมา เช่าเวลาไปฉายในรายการทีวี เสริมความน่าเชื่อถือด้วยการสร้างเว็บไซต์เกี่ยวกับแม่มดที่ว่านี้ ออกประกาศคนหาย (ซึ่งก็คือตัวละครในหนัง) จากนั้นก็ได้แถลงว่าพบฟุตเทจจากกล้องวิดีโอนั้น และมันกำลังกลายมาเป็นหนังเรื่องนี้ ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยว่า ถ้ามันเป็นการจัดฉาก ทำไมภาพในหนังหรือการแสดงถึงได้ดูสมจริงขนาดนั้น นั่นเป็นเพราะว่านักแสดงเหล่านั้นก็แทบไม่รู้อะไรเลยพอๆ กับเรา และเสียงแปลกๆ ในป่า ก็เกิดจากทีมงานที่ไปแกล้ง ในขณะที่บางเสียงก็ไม่รู้ที่มาเหมือนกัน Harry Potter (2001) ฮาโลวีนทั้งทีก็ต้องดูหนังแม่มดสิ…
Editor
26 October 2021
Lifestyle

LIFESTYLE
หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟไปกับ Other Café
คาเฟ่สไตล์มินิมัลที่มาพร้อมความเท่แบบสนีกเกอร์

จะมีอะไรดีไปกว่าการได้นั่งจิบกาแฟแก้วโปรดในยามเช้า รับอากาศเย็นสบายและแสงแดดอุ่นของฤดูใบไม้ร่วง ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่ได้มีดีแค่ความซับซ้อนของรสชาติอันน่าทึ่งเท่านั้น แต่กลิ่นของกาแฟยังหอมกรุ่นเย้ายวนใจ ชวนให้หลงใหลยามเมื่อได้ลิ้มรส Power จึงขอเอาใจคอกาแฟเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในเดือนแห่งวันกาแฟสากล (International Coffee Day) อาสาพาไปเสพความละเมียดละไมที่ร้าน Other Café คาเฟ่สไตล์มินิมัลที่มาพร้อมความเท่แบบสนีกเกอร์ ซึ่งการพบกันของสองความแตกต่างนี้จะลงตัวกันอย่างไร ติดตามไปพร้อมกันเลย Other Café คาเฟ่เด่นในซอยรางน้ำ เพียงแค่เดินผ่านหน้าร้านก็สะดุดตาไปกับดีไซน์ตัวตึกที่โปร่งโล่ง พร้อมต้อนรับคอกาแฟให้เข้ามาเอ็นจอยกัน โดดเด่นด้วยสไตล์การตกแต่งแบบ Minimal Rustic เผยความมินิมัลแบบคลีนๆ ไล่เรียงตั้งแต่หน้าประตูร้านตกแต่งกระจกใส สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศภายในร้านภายใต้โครงสร้างคอนกรีตและบล็อกแก้วใส ทำให้เปิดรับแสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามายังพื้นที่ด้านในได้อย่างงดงาม บริเวณตรงกลางร้านเป็นพื้นที่ Slow Bar ตกแต่งด้านบนเพดานด้วยเส้นไฟส่องสว่างที่ขดไปมาเป็น Installation Art เท่ๆ ทำให้ระหว่างรอเครื่องดื่มจากบาริสต้ายิ่งมองก็ยิ่งเพลินตา รังสรรค์เมนูเครื่องดื่มผสานเข้ากับความเท่แบบสนีกเกอร์ จากความหลงใหลในรองเท้าสนีกเกอร์ หยิบยกไอเดียมาตีความใหม่สร้างแรงบันดาลใจรังสรรค์เป็นเมนู Signature Drinks เครื่องดื่มใหม่น่าลิ้มลองไม่ว่าจะเป็นเมนู Ultra Boost, Airmax, Jordan และ Yeezy นอกจากนี้ยังมี Specialty Coffee ที่สามารถเลือกวิธีการชงแบบ Slow Bar ได้ตามใจชอบ ทั้ง Drip, Syphon, Chemex และ Gina อีกด้วย Ultra Boost แรงบันดาลใจจากสนีกเกอร์ค่าย Adidas ซึ่งมาพร้อมแถบคาดอันเป็นเอกลักษณ์บริเวณด้านข้าง สามารถ Boost ความสดชื่น เพิ่มพลังระหว่างวันด้วยช็อตกาแฟเข้มๆ ที่ราดตามด้วยดาร์กช็อกโกแลตและนมสด ผสมเข้ากันได้รสชาติกลมกล่อม Ultra Boost ราคา 140 บาท Ultra Boost แรงบันดาลใจจากสนีกเกอร์ค่าย Adidas ซึ่งมาพร้อมแถบคาดอันเป็นเอกลักษณ์บริเวณด้านข้าง สามารถ Boost ความสดชื่น เพิ่มพลังระหว่างวันด้วยช็อตกาแฟเข้มๆ ที่ราดตามด้วยดาร์กช็อกโกแลตและนมสด ผสมเข้ากันได้รสชาติกลมกล่อม Ultra Boost ราคา 140 บาท Air Max อีกหนึ่งเมนูที่เพิ่มความสดชื่นไม่แพ้กัน ต้องยกให้กับ Air Max รองเท้ารุ่นยอดฮิตจาก Nike ที่ถูกตีความออกมาในรูปแบบกาแฟแก้วสวย มีช็อตกาแฟหอมๆ ผสมไซรัปยูซุ และราดด้วยโทนิกเพื่อเพิ่มความซาบซ่า นำเสนอมาในรูปแบบเลเยอร์เผยให้เห็นชั้นของกาแฟสวยๆ เหมือนกับพื้นรองเท้า Air Unit ที่เป็นจุดเด่นของรองเท้าซีรีส์ Air Max ราคา 140 บาท Yeezy ปิดท้ายเมนูกาแฟด้วย Yeezy ที่ผสมกาแฟเข้ากับน้ำมะนาวสด สมุนไพรอัญชัน และเพิ่มความหอมด้วยซินนามอน ทำให้เครื่องดื่มแก้วนี้กลายเป็นกาแฟกึ่งค็อกเทลที่ให้ความสดชื่นท่ามกลางอากาศร้อน ราคา 140 บาท Yeezy ปิดท้ายเมนูกาแฟด้วย Yeezy ที่ผสมกาแฟเข้ากับน้ำมะนาวสด สมุนไพรอัญชัน และเพิ่มความหอมด้วยซินนามอน ทำให้เครื่องดื่มแก้วนี้กลายเป็นกาแฟกึ่งค็อกเทลที่ให้ความสดชื่นท่ามกลางอากาศร้อน ราคา 140 บาท Original Beignets with Strawberry นอกจากความสดชื่นของเมนูกาแฟแล้ว พลาดไม่ได้กับขนมแป้งทอดสูตรฝรั่งเศส Original Beignets with Strawberry โดยจะนำแป้งไปกับหมักกับยีสต์ทอดจนได้สีเหลืองกรอบ โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง รับประทานคู่กับสตรอว์เบอร์รีสด ตามด้วยราดซอส Honey Lemon Syrup เพิ่มความเปรี้ยวหวานที่ตัดรสชาติกันได้อย่างลงตัว…
Editor
22 October 2021
Lifestyle

TRAVEL IN STYLE
Imaginary Trip
Relive your best holidays

อุ่นเครื่องหนุ่มสาวสายแฟ (ชั่น) พาท่องเที่ยวเมืองในฝัน สนุกไปกับการมิกซ์แอนด์แมตช์ ชุดโปรดในวันเที่ยวทิพย์ สร้างบรรยากาศแห่งการเดินทางที่แสนคิดถึง นาฬิกาข้อมือ จาก IWC ต่างหู จาก  Balenciaga แว่นตา จาก Gucci เดรส จาก Versace กระเป๋า จาก Versace ผ้าพันคอ จาก Burberry หมวก จาก Prada ถุงมือ จาก Prada เสื้อโคต จาก Burberry รองเท้า จาก Gucci นาฬิกาข้อมือ จาก Omega กางเกง จาก Gucci แหวน จาก Versace สร้อยข้อมือ จาก Prada กระเป๋าสะพาย จาก Burberry เสื้อ จาก Versace แว่นตา จาก Balenciaga เข็มขัด จาก Versace ผ้าพันคอ จาก Alexander Mcqueen รองเท้า จาก  Versace ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Brands https://en.wikipedia.org/ https://commons.wikimedia.org/
Editor
15 October 2021