Fashion InsiderFlashFlash 120Number 120

Fashion Insider: Delightful Women

พบกับคอลเลคชั่นรีสอร์ทครั้งแรกของแบรนด์ดังสัญชาติอิตาลีอย่าง Prada ที่นำเสนอมุมมองความขัดแย้งของไอเดีย การออกแบบที่หลากหลาย ผสมผสานกับความเป็นเฟมินีนอย่างสุดขั้ว ผลที่ได้คือคอลเลคชั่นสุดยอดเยี่ยมที่ทุกคนต่างชื่นชม STORY TAWAN KONKAEW PHOTOGRAPHY COURTESY OF BRANDS ย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ. 1978 Miuccia Prada หลานสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องหนัง Prada ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำธุรกิจครอบครัวนี้ ต่อจากแม่และตาของเธอ Miuccia คนนี้เองเป็นผู้นำเสนอกระเป๋าผ้าไนล่อน วัสดุที่ไม่มีแบรนด์เครื่องหนังชั้นสูงแบรนด์ไหนกล้าเลือกใช้ ออกสู่สายตาชาวโลก จนเป็นที่ฮ็อตฮิตอย่างมากในช่วง ค.ศ. 1980 ไม่นานหลังจากที่สร้างผลกำไรและชื่อเสียงให้กับแบรนด์ เธอได้เริ่มนำเสนอคอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้หญิงใน ค.ศ. 1989 ต่อมาใน ค.ศ. 1992 เธอได้ออกไลน์เสื้อผ้าที่มีคาแร็กเตอร์สนุกสนานและเป็นตัวเธอมากกว่า ซึ่งตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อเล่นของเธอ คือ Miu Miu จากนั้นใน ค.ศ. 1995 ก็สยายปีกทางธุรกิจสู่กลุ่มแฟชั่นผู้ชาย ทุกวันนี้ภายใต้อาณาจักร Prada มีครบทุกสิ่งให้เหล่าสาวกได้เลือกช้อป ทั้งไลน์เสื้อผ้าผู้ชาย ผู้หญิงเครื่องหนัง รองเท้า กระเป๋าเดินทาง แว่นตา นาฬิกา น้ำหอม เรื่อยไปจนถึงการออกแบบเคสมือถือ อันแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการออกแบบอันเยี่ยมยอดและวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่ไม่ด้อยกว่าใครของ Miuccia Pradaและครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ Prada ได้กระโดดเข้าร่วมแข่งขันในคอลเลคชั่น Resort จากเดิมที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะในแต่ละปี Prada นำเสนอแฟชั่นโชว์ปีละ 2 ครั้ง คือ Spring/Summer และ Autumn/Winter เท่านั้น ครั้งนี้ทั้งสื่อมวลชนและแฟนคลับต่างจับจ้องกันอย่างใจจดใจจ่อว่าคอลเลคชั่น Resort ของ Prada นั้นจะเปรี้ยวล้ำหรือมีหน้าตาเป็นเช่นไร ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ Prada ได้กระโดดเข้าร่วมแข่งขันในคอลเลคชั่น Resort จากเดิมที่ไม่เคยทำมาก่อนเพราะในแต่ละปี Prada นำเสนอแฟชั่นโชว์ปีละ 2 ครั้ง จุดเด่นของการออกแบบเสื้อผ้าของ Miuccia นั้น คือการผสมผสานสิ่งที่ขัดแย้งกันมากๆ เข้าไว้ด้วยกัน แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แฟชั่นโชว์ครั้งนี้มีขึ้น ณ Galleria Vittorio Emanuele II กลุ่มอาคารที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1877 ภายในพื้นที่จัดแสดงที่เรียกว่า Milan Osservatorio รันเวย์แฟชั่นจัดในห้องโล่งที่โดดเด่นด้วยโครงสร้างกระจก เปิดเผยให้เห็นสถาปัตยกรรมอันสวยงามภายนอก ภายในจัดวางม้านั่งแถวเดียว จุแขกระดับซูเปอร์วีไอพีไม่กี่ร้อยคน ที่บินตรงมาจากทั่วโลกเพื่อชมแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ แฟนๆ Prada จะรู้ดีว่าจุดเด่นของการออกแบบเสื้อผ้าของ Miuccia นั้น คือการผสมผสานสิ่งที่ขัดแย้งกันมากๆ เข้าไว้ด้วยกัน แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน อย่างหนังกลับกับพลาสติก ขนเฟอร์เทียมกับผ้าไหมซาติน เป็นต้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน Prada หยิบยกเสื้อผ้าแบบสปอร์ตแวร์มาจับคู่กับเสื้อผ้าที่ดูเป็นผู้หญิงมากๆ อย่างชุดกระโปรงเข้ารูป กระโปรงทรงสอบ หรือเสื้อโค้ตเข้าเอว ในโทนสีอย่างม่วงไลแล็ก ส้มแอปริคอต ชมพู เทา ไปจนถึงลูกเล่นอย่างการใส่ถุงเท้าสูงแบบสปอร์ต (แต่ทอลวดลายแบบ Art Deco) เข้ากับรองเท้าส้นสูง สลับกับรองเท้าผ้าใบ การปักตกแต่งเลื่อม และการเล่นจับจีบผ้าไหมออร์แกนซ่าในรูปครึ่งวงกลม แต่ก็มีลูกเล่นอย่างแผ่นพลาสติกปั๊มลาย Prada แบบสปอร์ตๆ ตัดความเลี่ยนเข้าไป อีกหนึ่งซีนประทับใจ คือลุคแรกที่ปรากฏบนรันเวย์ Miuccia ได้ย้อนกลับไปหยิบผ้าไนล่อนที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตธุรกิจของเธอมานำเสนออีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของกระเป๋า เธอเลือกนำเสนอแจ็กเก็ตสปอร์ตแบบโอเวอร์ไซส์ทำจากผ้าไนล่อน แต่ก็แฝงความเซ็กซี่ด้วยดีไซน์ไหล่ปาดเปิดให้เห็นผิวของผู้หญิงอย่างเย้ายวน และด้านล่างจับคู่กับกระโปรงผ้าชีฟองบางเบา หรือชุดเสื้อแขนยาวผ้านิตเข้ารูปคล้ายกับชุดนักกีฬาว่ายน้ำ เข้าคู่กับกระโปรงทรงสอบในวัสดุเดียวกัน ก็ดูโดดเด่นน่าสนใจเป็นอย่างมาก เท่านั้นยังไม่พอ เครื่องประดับสไตล์ Art Deco ก็ถูกนำมาใช้เพิ่มความแปลกตาให้กับลุค…
Editor
26 February 2018
Fashion InsiderFlashFlash 119Highlight 119Number 119

Fashion Insider: Minus Chic

MINUS CHIC ทำความรู้จักกับ Moncler แบรนด์เครื่องกันหนาวสุดหรูหราจากประเทศฝรั่งเศส ที่แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณของนักเดินทาง ผสานเข้ากับผลงานการดีไซน์ที่สวยงามลงตัว เหมาะกับการใช้งานได้จริงเมื่อกระแสลมหนาวมาเยือน STORY  TAWAN KONKAEW • PHOTOGRAPHY COURTESY OF BRANDS ด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบากว่าเสื้อโค้ตผ้าวูล แต่ให้ความอบอุ่นได้ไม่แพ้กัน จึงกลายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ครั้งแรกที่คุณเห็นดาวน์แจ็กเก็ตหรือเสื้อกันหนาวผ้าร่มเย็บลายนั้นคือเมื่อไหร่ และที่ไหน หลายคนอาจไม่รู้ที่มาที่ไปของประดิษฐกรรมการออกแบบชิ้นเอกนี้ ที่ได้สร้างเสื้อผ้าชิ้นใหม่ให้กับผู้คนที่เดินทางในสภาพอากาศหนาวเหน็บทั่วโลก ว่าเกิดขึ้นจากแบรนด์ Moncler นี้เอง ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1952 René Ramillon และ André Vincent สองคู่หูได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องนอน เต็นท์ และอุปกรณ์เดินทางในเมืองหนาวขึ้น โดยตั้งชื่อว่า Monestier-de-Clermont ตามชื่อหมู่บ้านเล็กๆ ในเทือกเขาสูงของประเทศฝรั่งเศส เดิมทีนั้นเสื้อดาวน์แจ็กเก็ตที่ใช้ขนห่านบุด้านในแล้วเย็บด้านนอกด้วยวัสดุกันลม ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องแบบกันหนาวในช่วงฤดูหนาวให้กับพนักงานในบริษัท ด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบากว่าเสื้อโค้ตผ้าวูลแบบดั้งเดิม แต่ให้ความอบอุ่นได้ไม่แพ้กัน จึงกลายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพียง 3 ปีหลังจากนั้น เสื้อดาวน์แจ็กเก็ตก็ถูกเลือกใช้เป็นเสื้อกันหนาวของคณะสำรวจอิตาลีที่เข้าไปทำวิจัยในเขตที่ราบสูง Karakorum ในประเทศมองโกเลีย หนึ่งในพื้นที่ที่มีความแปรปรวนด้านภูมิอากาศมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และต่อมาคณะสำรวจสัญชาติฝรั่งเศสก็ไว้วางใจเลือกใช้เสื้อของ Moncler ในการสำรวจยอดเขา Makalu บนเทือกเขาหิมาลัย แบบยกทีมเช่นกัน ไม่เพียงแต่คณะสำรวจ ยอดนักปีนเขาชื่อดังอย่าง Lionel Terray ก็เลือกเสื้อดาวน์แจ็กเก็ตทุกครั้งที่เขาพิชิตยอดเขาต่างๆ ซึ่งเป็นการการันตีได้ถึงคุณภาพอันเยี่ยมยอดและดีไซน์การออกแบบที่เหมาะสำหรับการเดินทางอย่างแท้จริง ทุกวันนี้ Moncler ขยายอาณาจักรแฟชั่นไปอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยตลาดที่มีมูลค่าสูงเกือบ 4,000 ล้านยูโร พร้อมสาขาตามหัวเมืองใหญ่ทั่วทุกห้างดัง เท่านั้นยังไม่พอ ชื่อเสียงของแบรนด์ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น โดยเมื่อปีค.ศ. 1968 Moncler ได้ร่วมเป็นผู้สนับสนุนเสื้อผ้าหลักของนักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวทีมชาติฝรั่งเศส  ผลลัพธ์คือ โลโก้รูปไก่และยอดเขาซ้อนกันเป็นรูปตัว M ติดตาผู้คนอย่างห้ามไม่ได้ ผ่านการถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิกไปทั่วโลก แม้ชื่อเสียงที่สุดยอดในกิจกรรมกีฬาและการเดินทางจะไม่แพ้ใครอยู่แล้ว แต่ในช่วงปีค.ศ. 1980 แบรนด์ได้สร้างไดเร็กชั่นใหม่เพื่อบุกตลาดแฟชั่นให้มากยิ่งขึ้น ผ่านมุมมองของดีไซเนอร์ปารีเซียงอย่าง Chantal Thomass ที่ช่วยปัดฝุ่นแจ็กเก็ตต้านลมหนาวให้ดูเปรี้ยวขึ้นผ่านเทคนิคการเคลือบเงาผิวผ้า “Lacquered” ให้ตัวเสื้อมันวาว และการเสริมเฟอร์ ผ้าไหมซาติน และกระดุม แทนที่ซิปและยางยืดแบบดั้งเดิม ถือเป็นการเปิดตัว Moncler ในสังเวียนแฟชั่นของปารีสได้อย่างน่าสนใจ การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมนำมาซึ่งพลังใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการแฟชั่นนั้นมีการเปลี่ยแปลงเป็นว่าเล่นแทบจะทุก 6 เดือนด้วยซ้ำ ในปีค.ศ. 2003 นายทุนชาวอิตาลี Remo Ruffini ได้เข้าซื้อบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสนี้และนั่งบริหารในฐานะประธานกรรมการ วิสัยทัศน์ของ Remo ได้นำแบรนด์ Moncler สู่มาตรฐานระดับโลก ด้วยการคัดสรรเหล่านักออกแบบชั้นนำที่จะมาร่วมงานกับแบรนด์ แตกไลน์สินค้าให้หลากหลายตามความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค วิจัยและสนับสนุนการสร้างสรรค์วัสดุใหม่ๆ และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ การสร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดในยุโรปเพื่อมาตรฐานของแบรนด์จะได้คงที่ตามที่ควรจะเป็นในปีค.ศ. 2006 แบรนด์ได้นำเสนอไลน์เสื้อผ้าชั้นสูงระดับ Haute Couture ในชื่อ Moncler Gamme Rouge ภายใต้การออกแบบของกูตูริเยร์ชื่อดัง Giambattista Valli ผู้มีเอกลักษณ์ในการออกแบบชุดผู้หญิงได้อย่างหรูหรา สง่างาม และเย้ายวนในแบบอิตาเลียน แต่ก็แปลกใหม่และใช้แพ็ตเทิร์นได้อย่าง ยอดเยี่ยมในแบบชาวฝรั่งเศสเช่นกัน ต่อมาในปีค.ศ. 2009 หรือ 3 ปีหลังจากนั้น ก็ถึงเวลาของชายหนุ่มบ้าง กับการเปิดตัว Moncler Gamme Bleu สำหรับชายผู้เปี่ยมรสนิยม ภายใต้การผสมผสานดีเอ็นเอแบบสปอร์ตของแบรนด์ กับมุมมองทางด้านเสื้อเทเลอร์เมดของดีไซเนอร์สัญชาติอเมริกันอย่าง Thom Browne ส่วนในปีค.ศ. 2010 ไลน์ Moncler Grenoble ซึ่งเป็นไลน์เสื้อผ้าหลักสำหรับชายและหญิง ได้ปรับปรุงภาพลักษณ์และดีไซน์ใหม่ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับกิจกรรมต่างๆ…
Editor
8 January 2018
Fashion InsiderFlashFlash 119Highlight 119Number 119

Fashion Insider: Italian Master

ITALIAN MASTER คนรักแฟชั่นไม่มีใครไม่รู้จัก Mr. Giorgio Armani แล้วอะไรที่ทำให้อาณาจักรแฟชั่น และสินค้าของเขาเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ เชิญพบกับอีกหนึ่งเรื่องราวของแบรนด์ Emporio Armani ตัวแทนของความร่วมสมัยของผู้คนยุคใหม่จาก Armani Group STORY TAWAN KONKAEW PHOTOGRAPHY COURTESY OF BRANDS ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 แบรนด์แฟชั่นที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกนั้นต้องยกให้ Armani ที่ทุกคนต่างควานหาชุดสูทไหล่กว้างคัตติ้งคมกริบ เหมือนกับที่ตัวละครเอกจากภาพยนตร์ American Gigolo สวมใส่ แต่ทว่าอะไรคือความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้นักออกแบบคนนี้ ที่พาให้แบรนด์ของเขายังเป็นที่นิยมและสวมใส่ได้จริงในยุคดิจิตอลแบบสี่จุดศูนย์ Mr. Giorgio Armani เกิดเมื่อปีค.ศ. 1934 ในเมือง Piacenza ทางตอนเหนือของอิตาลี ก่อนที่จะมาเป็นดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกนั้น เขาเคยเข้ารับราชการทหารที่โรงพยาบาลทหารเมือง Verona ที่นั่นเองเขามีโอกาสได้ชมการแสดงอันแปลกตา ณ อัฒจันทร์กลางแจ้ง  Arena di Verona ซึ่งจุดประกายความฝันในงานสายแฟชั่นของเขาขึ้นมา อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงและทำให้คนทั่วโลกรู้จักอาณาจักรแฟชั่นแห่งนี้ คือ Emporio Armani Armani ได้เริ่มทำงานที่ห้างสรรพสินค้า La Rinascente ในฐานะคนจัดวินโดว์ดิสเพลย์ ในปีค.ศ. 1957 แล้วจึงย้ายมาเป็นพนักงานขายในแผนกเสื้อผ้าผู้ชาย ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าทำงานที่บริษัท Nino Cerruti ในฐานะผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ จะเห็นได้ว่า Armani ผ่านประสบการณ์การทำงานในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่จุดที่เล็กที่สุด มาจนถึงตำแหน่งดีไซเนอร์ ด้วยความเข้าใจในระบบอย่างลึกซึ้งและเข้าใจถึงธรรมชาติของลูกค้านั่นเอง ทำให้ในปีค.ศ. 1975 เขาได้ตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Giorgio Armani S.p.A. ในมิลาน เพื่อจัดจำหน่ายเสื้อผ้าผู้ชายภายใต้ชื่อของเขา และไลน์เสื้อผ้าผู้หญิงในปีถัดมาความสำเร็จอีกขั้นของเขา คือการขยายจากธุรกิจแฟชั่นไปยังโลกน้ำหอม ด้วยการจับมือกับบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ในฝรั่งเศส L’Oréal เปิดตัวน้ำหอม พร้อมกันนั้นก็ได้ออกไลน์แฟชั่นต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ทั้ง Emporio Armani, Armani Junior, Armani Jeans และ Emporio Underwear ยังไม่นับรวมถึงบทบาทสำคัญในการแต่งตัวและสนับสนุนให้ดาราฮอลลีวู้ดแถวหน้าได้สวมใส่ชุดของเขาด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ยุคทองของ Armani คือช่วงทศวรรษนี้จริงๆ แต่นักธุรกิจและนักออกแบบระดับเขาไม่เคยหยุดนิ่งกับความสำเร็จ และยังคงมุ่งไปข้างหน้าเสมอด้วยการบุกตลาดเอเชียผ่านประเทศญี่ปุ่นในช่วงปีค.ศ. 1988 และตลาดระดับกลางค่อนบนของสหรัฐอเมริกา ด้วยการออกไลน์ A/X Armani Exchange ที่มุ่งเน้นไปยังผู้บริโภคกลุ่มกว้างซึ่งต้องการเสื้อผ้าที่มีดีไซน์ แต่สวมใส่สบายและราคาสมเหตุสมผล ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเพื่อจะเน้นย้ำให้เห็นโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่มียอดขายมากกว่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ว่าผ่านระยะเวลาและการบ่มเพาะมานานแค่ไหน แม้ว่าจุดสูงสุดของแบรนด์คือ Armani Privé ไลน์เสื้อผ้าชั้นสูงระดับ Haute Couture ก่อนจะไล่ลงมาเป็น Giorgio Armani ไลน์แฟชั่นชื่อเดียวกับเจ้าของแบรนด์ เน้นย้ำที่ดีไซน์โก้หรูและมาตรฐานระดับอิตาเลียนที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงและทำให้คนทั่วโลกรู้จักอาณาจักรแฟชั่นแห่งนี้มากที่สุด คือ Emporio Armani ไลน์เสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับชายและหญิง ที่สร้างสรรค์ไปจนถึงเครื่องหนัง รองเท้า เครื่องประดับ และนาฬิกายอดฮิต Emporio Armani เน้นไปที่เทรนด์แฟชั่นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการดีเทลที่ไม่เหมือนใคร แต่คงไว้ด้วยฝีมือการตัดเย็บและคัตติ้งสุดเนี้ยบตามแบบฉบับ Armani อีกทั้งยังมีจุดยืนในการออกแบบเสื้อผ้าที่ปรับเปลี่ยนง่าย เคลื่อนไหวสะดวก เพื่อหนุ่มสาวที่มีกิจกรรมหลากหลายในหนึ่งวัน ซึ่ง Emporio Armani ถือเป็นหนึ่งในสามไลน์หลักที่ Mr. Armani ยังคงออกแบบและควบคุมการออกแบบด้วยตัวเองทุกคอลเลคชั่น ต่างจากไลน์ที่รองๆ…
Editor
8 January 2018
Fashion InsiderFlashFlash 116Number 116POWER Mag

Fashion Insider: Swiss Luxury

Bally แบรนด์เครื่องหนังชั้นนำ กำลังสร้างกระแสความลือเลื่องด้วยการนำความหรูคลาสสิกแต่ดั้งเดิมมาเติมแต่งสีสันใหม่ จนกำลังเป็นที่จับตามองจากผู้ชายทั่วโลก
Editor
25 December 2017
Fashion InsiderFlashFlash 117Number 117POWER Mag

Fashion Insider: Beyond Luxury

Piaget แบรนด์หรูสัญชาติสวิสที่มีดีทั้งในเรื่องคุณภาพ และฝีมือที่แสนประณีต STORY CHALISA VIRAVAN PHOTOGRAPHY COURTESY OF BRANDS ถ้าจะพูดถึงแบรนด์นาฬิกาหรูแดนสวิสที่มีประวัติยาวนานกว่า 140 ปีอย่าง Piaget หลายคนคงนึกถึงเรือนเวลาประดับอัญมณีล้ำค่าในดีไซน์ที่บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญทางศิลปะ หรือนาฬิกาแสนประณีตที่มาพร้อมตัวเรือนบางเฉียบจนทุบสถิติโลก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า นอกจากชื่อเสียงเหล่านี้แล้ว Piaget ยังเป็นแบรนด์คุณภาพที่ทั้งออกแบบ พัฒนา และผลิตแต่ละชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วยตัวเองในแบบ In-houseมาตั้งแต่แรกเริ่ม คอลเลคชั่นเครื่องประดับที่ไม่พูดถึงไม่ได้ในเวลานี้ คือ Piaget Possession ซึ่งเน้นสีสันที่จัดจ้านและหลากหลาย จุดเริ่มต้นของ Piaget เกิดขึ้นในปีค.ศ. 1874 ณ La Côte-aux-Fées หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่เชิงเขา Jura ในสวิตเซอร์แลนด์ Georges-Edouard Piaget ได้สร้างห้องเวิร์กช็อปแห่งแรกขึ้นในฟาร์มของครอบครัว นี่เป็นที่ๆ เขาประดิษฐ์คิดค้นกลไกนาฬิกาพกขึ้น ด้วยคุณภาพงานฝีมือและความสร้างสรรค์เข้าขั้นชั้นเลิศกิจการของเขาจึงเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในวงกว้าง จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนในปีค.ศ. 1943 ที่เขาหันมาเริ่มธุรกิจนาฬิกาอย่างจริงจังในนาม “Piaget” และหลังจากนั้นเป็นต้นมา แบรนด์หรูสัญชาติสวิสแบรนด์นี้ก็ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก ที่แม้แต่ Jackie Kennedy Onassis อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ก็ยังเลือกสวมนาฬิกาข้อมือเรือนทองที่มีหน้าปัดทำจากหยกและประดับเพชรล้อมรอบขอบตัวเรือนของ Piaget มาแล้ว แน่นอนว่าในภาพยนตร์เรื่อง Jackie นักแสดงสาวดีกรีออสการ์ Natalie Portman ก็ไม่ลืมสวมนาฬิกาเรือนนี้เข้าฉากด้วยกลับเข้าสู่ยุคปัจจุบัน สำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับที่ไม่พูดถึงไม่ได้ในเวลานี้ คือ Piaget Possession ซึ่งเน้นสีสันที่จัดจ้านและหลากหลายที่มาจากเทอร์ควอยซ์ มาลาไคต์ ลาพิสลาซูลี โอนิกซ์ คาร์เนเลียน และทองคำ หินสีและแร่ล้ำค่า 6 ชนิด 6 สี ที่สะท้อนถึงบุคลิกและอารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิงที่หลากหลายและแตกต่างกัน ความพิเศษของคอลเลคชั่น Piaget Possession นี้ยังอยู่ที่การร่วมมือกันระหว่าง Piaget กับ Olivia Palermo เซเลบริตี้สาวผู้ช่ำชองด้านแฟชั่นจนกลายเป็นสไตล์ไอคอนของสาวๆ ทั่วโลก รวมทั้งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับ Piaget มาแล้วกว่า 2 ปี ซึ่งสำหรับ Olivia Palermo แล้ว สีสันคือความสนุกของชีวิตเธอเลยทีเดียว Piaget ยังมีชื่อเสียงและเป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆ ของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังอย่างในเทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival ครั้งที่ 70 “สีสันเป็นสิ่งที่เพิ่มความสนุกสนานให้กับชีวิตของฉัน ฉันชอบที่คอลเลคชั่นนี้มีสีสันเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันคิดว่า คอลเลคชั่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถแต่งตัวได้หลากสไตล์ และเครื่องประดับนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่” Olivia Palermo กล่าว นอกจากนั้น Piaget ยังมีชื่อเสียงและเป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆ ของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดัง อย่างในเทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival ครั้งที่ 70 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นาน สาวๆ คนดังที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น Naomi Campbell, Coco Rocha, Jessica Chastain, Olga Kurylenko และ Maria João Bastos ต่างก็เฉิดฉายกลางพรมแดงด้วยเครื่องประดับและอัญมณีเลอค่าจาก Piaget จะว่าไปแล้ว Piaget เพิ่งเริ่มสร้างสรรค์เครื่องประดับขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950-1960 นี่เอง หลังมุ่งเน้นพัฒนาและประดิษฐ์เรือนเวลามากว่า 80 ปี แต่ถึงจะมาทีหลังก็ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะตอนนี้ Piaget มีโรงงานผลิตเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในมหานครเจนีวา แถมเพชรที่นำมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานยังได้รับการคัดสรรทั้งในเรื่องของสีและความบริสุทธิ์ที่ต้องอยู่ในระดับดีที่สุดเท่านั้น สำหรับใครที่คิดว่าแบรนด์หรูอย่าง…
Editor
21 December 2017
Fashion InsiderFlashFlash 118Number 118POWER Mag

Fashion Insider: Revolution Step

REVOLUTION STEP Stuart Weitzman แบรนด์รองเท้าชั้นนำสัญชาติอเมริกัน ที่สร้างชื่อเสียงจากรองเท้าสั่งทำสำหรับเซเลบริตี้แถวหน้า สู่แบรนด์รองเท้าระดับสากลที่มีวางขายในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เซ็กซี่ หรูหรา และเย้ายวนอย่างไม่เหมือนใคร STORY TAWAN KONKAEW PHOTOGRAPHY COURTESY OF BRANDS ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1941 Stuart A. Weitzman ได้ลืมตาขึ้นดูโลกในครอบครัวช่างทำรองเท้าผู้เชี่ยวชาญ หลังจากนั้นไม่นานนัก พ่อของเขา Seymour Weitzman และพี่ชายคนโต Warren ได้ก่อตั้งโรงงานผลิตรองเท้าขึ้นที่เมือง Haverhill มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ภายใต้ชื่อเดียวกับบิดาของเขา นั่นก็คือ “Seymour Shoes” ธุรกิจครอบครัวดำเนินเรื่อยมาเป็นอย่างดี จนลูกชายคนเล็ก Stuart Weitzman ผู้ฉายแววความสามารถด้านการออกแบบและไอเดียที่ไม่เหมือนใคร ได้เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้านักออกแบบ ซึ่งขณะนั้นเขาอายุเพียง 20 ต้นๆ เท่านั้นเอง การผสานพลังทางด้านการออกแบบและฝีมือที่ดีเยี่ยมนี้เอง ทำให้บริษัททำรองเท้าของครอบครัวนี้ไปเตะตากลุ่มนักธุรกิจในสเปน จนมาขอซื้อบริษัทไปในช่วงปีค.ศ. 1971 เนิ่นนานกว่า 20 ปีหลังจากนั้น Stuart Weitzman ทนคิดถึงงานออกแบบที่เขารักไม่ไหว จึงตัดสินใจรวบรวมเงินแล้วซื้อบริษัทอันเป็นที่รักของพ่อกลับคืนมาอยู่ภายใต้การบริหารงานของตัวเองในปีค.ศ. 1994 ณ ตอนนั้นเขาดึงเอาไอเดียการออกแบบรองเท้าที่ใช้จุดขายว่าหนึ่งเดียวในโลกมาใช้ เพราะเขาได้ออกแบบรองเท้าคู่พิเศษมากมายสำหรับดาราสาวใส่เยื้องย่างไปงานพรมแดง ด้วยวัสดุอย่างหนังจระเข้ ไวนิล หนังแกะ รวมไปจนถึงวัสดุแสนพิเศษอย่างทองคำ 24 กระรัต และด้วยความพิเศษเช่นนี้เอง รายชื่อของผู้เลือกสวมใส่ผลงานการออกแบบของเขาจึงมีแต่เซเลบริตี้เกรดเอ อย่าง Kate Middleton, Emma Watson, Jennifer Lawrence และอีกหลายต่อหลายคน ส่วนอีกรุ่นที่นำเสนอออกมาในหน้าร้อนปีถัดมาก็คือ รองเท้ากลาดิเอเตอร์ส้นแบนที่มีสายพันขึ้นมาจนถึงหัวเข่า ความสำเร็จของแบรนด์ Stuart Weitzman ทวีมากยิ่งขึ้นในปีค.ศ. 2014 เมื่อเขาได้นำเสนอรองเท้าบู๊ตส้นสูง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนถูกเรียกว่า The “It” Shoes ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียว เซ็กซี่ แต่ก็ยังคงสวมใส่สบาย ไม่แพ้ความดูดีของหน้าตา ทำให้รองเท้าคู่นี้ไต่อันดับขึ้นสู่เทรนด์แฟชั่นสุดฮิตอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกรุ่นที่นำเสนอออกมาในหน้าร้อนปีถัดมาก็คือ รองเท้ากลาดิเอเตอร์ส้นแบนที่มีสายพันขึ้นมาจนถึงหัวเข่า ซึ่งช่วยปรับลุคของเสื้อผ้าในวันธรรมดาๆ ให้ดูพิเศษขึ้นอย่างทันตา และแน่นอนว่ารองเท้าคู่นี้ก็ฮิตติดลมบนไปอีกรุ่นหนึ่ง ดูได้จากลิสต์รายชื่อของคนเลือกใส่ ทั้ง  Kim Kardashian ไปจนถึงดาราและเจ้าของแบรนด์แฟชั่นสุดคูลอย่างฝาแฝด Olsen เป็นต้นด้วยความสำเร็จเหล่านี้เอง ในปีค.ศ. 2015 ที่ผ่านมา บริษัทเครื่องหนังยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่าง Coach จึงเข้าเจรจาเพื่อขอซื้อแบรนด์รองเท้าสุดฮ็อตแบรนด์นี้ ภายใต้เงื่อนไขว่า Stuart Weitzman ยังคงดำรงตำแหน่งครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ และประธานบริษัท ตามเดิม ซึ่งการจับมือกันครั้งนี้ Stuart Weitzman ได้กล่าวว่า เหมือนเป็นการเสริมกำลังทางการตลาด และช่วยปลดปล่อยศักยภาพที่มีอยู่ของแบรนด์ไปสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น โดยมีความเชี่ยวชาญในการขายและประสบการณ์ในตลาดโลกอันยาวนานของ Coach ช่วยหนุนหลัง รองเท้าบู๊ตคู่เด่นที่มีหลากหลายความยาวตั้งแต่ระดับข้อเท้าไปจนถึงเหนือหัวเข่า ผลิตด้วยวัสดุหรูหราอย่างหนังกลับ ผ้าไหมซาติน หนังแก้ว สำหรับ Fall/Winter 2017 นี้ Stuart Weitzman เลือกนำเสนอภาพแคมเปญโฆษณาของนางแบบสาวชื่อดัง Gigi Hadid ในภาพถ่ายขาวดำแสนมั่นใจ ผลงานการกดชัตเตอร์ของช่างภาพชื่อดัง Mario Testino ที่เลือกนำเสนอตัวตนที่มุ่งมั่น แข็งแรง ผ่านจังหวะการก้าวกระโดดและท่าทางที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากท่าออกกำลังกายของ Gigi แต่แน่นอนว่า ทุกท่านั้นต้องทำบนรองเท้าคู่สวยจากคอลเลคชั่นล่าสุด ซึ่งเป็นรองเท้าบู๊ตคู่เด่นที่มีหลากหลายความยาวตั้งแต่ระดับข้อเท้าไปจนถึงเหนือหัวเข่า ผลิตด้วยวัสดุหรูหราอย่างหนังกลับ ผ้าไหมซาติน หนังแก้ว ผ้ายกดอก…
Editor
20 December 2017
Fashion InsiderFlashFlash 118Highlight 118Number 118POWER Mag

Fashion Insider : The True Genius

THE TRUE GENIUS Alexander McQueen แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติอังกฤษที่ถ่ายทอดพลังความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นเอกลักษณ์ของดีไซเนอร์สุดอัจฉริยะ ด้วยไอเดียการดึงเอาความงามจากธรรมชาติรอบตัว สู่ผลงานการออกแบบที่ตราตรึงใจ STORY TAWAN KONKAEW PHOTOGRAPHY COURTESY OF BRANDS อะไรคือความทรงจำที่คุณมีต่อแบรนด์นี้ -- รองเท้าส้นสูง 10 นิ้วใน MV ของ Lady Gaga ผ้าพันคอลายหัวกะโหลกที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง หรือชุดแต่งงานชวนฝันของ Catherine Middleton -- เหล่านี้ล้วนมาจากตัวตนอันแตกต่างของแบรนด์ดังอย่าง Alexander McQueen ทั้งสิ้น Lee Alexander McQueen ผู้ซึ่งสร้างตำนานและเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในโลกแฟชั่น เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1969 ในลอนดอน เขาคือเด็กชายชนชั้นกลางในครอบครัวธรรมดาๆ พ่อของเขาประกอบอาชีพเป็นเพียงคนขับรถ McQueen เติบโตขึ้นมาในบ้านเล็กๆ ในเขตลอนดอนตะวันออก สำหรับอนาคตในวงการแฟชั่นชั้นสูงนั้น ดูจะห่างไกลจากความเป็นอยู่ในอดีตของเขาอย่างยิ่ง McQueen สร้างชื่อให้ตัวเองด้วยการแสดงผลงานแฟชั่นผ่านมุมมองที่แตกต่างไม่เหมือนใคร แต่เมื่ออายุย่างเข้า 16 ปี McQueen ได้ตัดสินใจที่จะอุทิศตัวเองเพื่องานแฟชั่น เขาลาออกจากโรงเรียนและเข้าฝึกงานที่ร้านตัดสูทแบบเทเลอร์ Anderson & Sheppard ที่นั่นเองทำให้เขาได้เรียนรู้เทคนิคและวิชาการตัดเย็บอันซับซ้อน ที่กลายมาเป็นหนึ่งในรากฐานของผลงานการออกแบบของเขาในยุคต่อๆ มา เมื่ออายุ 21 ปี McQueen ตัดสินใจย้ายไปหาประสบการณ์ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยทำงานกับ Romeo Gigli ดีไซเนอร์ชาวอิตาลีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าzมากในช่วงทศวรรษ 1980 ไม่นานหลังจากนั้น McQueen ได้หวนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และสำเร็จปริญญาโทด้านการออกแบบแฟชั่นจาก Central Saint Martins สถาบันการออกแบบเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในอังกฤษและติดอยู่ในระดับท็อป 5 ของโลกด้วยMcQueen สร้างชื่อให้ตัวเองด้วยการแสดงผลงานแฟชั่นผ่านมุมมองที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ทำให้การแสดงแฟชั่นโชว์ของเขาเป็นที่ติดตามและสร้างกระแสกระเพื่อมทั้งในวงการแฟชั่นและวงสังคมอย่างกว้างขวางทุกครั้งที่โชว์ของเขาเสร็จสิ้น ในปีค.ศ. 1996 McQueen ถูกว่าจ้างให้เป็นดีไซเนอร์ประจำ Givenchy Haute Couture ที่นี่เองเขาได้เปลี่ยนสไตล์ดั้งเดิมของแบรนด์ไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งได้รับการต่อว่าทางด้านลบอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าเดิมของ Givenchy เขาจึงถูกไล่ออกโดยผู้ก่อตั้งกลุ่ม LVMH และดีไซเนอร์ดั้งเดิมของแบรนด์ Hubert de Givenchy แม้ว่าตัวผู้ก่อตั้งจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ดีเอ็นเอของแบรนด์ที่เข้มแข็งก็ได้รับการสานต่อภายใต้วิสัยทัศน์อันลึกซึ้งและเข้าใจผู้หญิงมากยิ่งขึ้น ในแบบฉบับของดีไซเนอร์สาว Sarah Burton แม้กระนั้น McQueen ยังคงอยู่ในโลกแฟชั่นและได้รับโอกาสอันเนื่องมาจากความอัจฉริยะของเขาเรื่อยมา ในปีค.ศ. 2000 แบรนด์ที่ตั้งตามชื่อของเขา Alexander McQueen ได้ถูก Gucci Group ซื้อสิทธิ์ควบคุมดูแลแบรนด์ให้อยู่ในบรรทัดฐาน ตลอดจนดูแลแผนธุรกิจ ซึ่งหมายรวมถึง การปรากฏตัวตามงานอีเวนต์ทั่วโลก การนำเสนอ ไลน์น้ำหอม รวมไปถึงผลงานการร่วมออกแบบกับแบรนด์รองเท้ากีฬาชื่อดัง Puma ที่สร้างความสำเร็จทางด้านภาพลักษณ์และยอดขายอย่างถล่มทลาย จนเป็นที่มาของการแตกแบรนด์ McQ แบรนด์น้องใหม่สำหรับผู้หญิงและผู้ชายที่วัยรุ่นกว่าเดิม และราคาเป็นมิตรมากยิ่งขึ้นในปีค.ศ. 2006ในปีค.ศ. 2003 McQueen ได้รับรางวัลนักออกแบบนานาชาติแห่งปี จากสภานักออกแบบแฟชั่นของอเมริกา และยังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ CBE (Commander of the Most Excellent Order of the British Empire) อีกด้วย ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 แบรนด์ Alexander…
Editor
20 December 2017